หน้าแรก > ธรรมบรรยาย > ธรรมบรรยายโดยธรรมาจารย์ > วิถีทางแห่งความสุข (ที่แท้จริง) โดย ภิกษุณี Annabel
วิถีทางแห่งความสุข (ที่แท้จริง) โดย ภิกษุณี Annabel PDF Print

 

วิถีทางแห่งความสุข (ที่แท้จริง)
ตอนที่ 1 | 2 | 3
 
 

สังฆะที่รัก
วันนี้ ฉันขอบรรยายเกี่ยวกับ ความจริงอันประเสริฐสี่ประการ หรือ อริยสัจสี่ ซึ่งประกอบด้วย

1. ทุกข์ (Ill-being)
2. เหตุให้เกิดทุกข์ (The way to ill-being)
3. ความดับทุกข์ (The end of the way to ill-being)
4. วิถีทางแห่งความดับทุกข์ (The way to end the way to ill-being)

การอธิบายเช่นนี้เป็นวิธีของทางอินเดีย ซึ่งมักจะแสดงลักษณะในด้านลบ ในวิธีของทางตะวันตก เรามักจะใช้คำว่า "สุข" ซึ่งเป็นด้านบวก นักวิชาการได้ แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับอริยสัจสี่ไว้มากมาย ที่จริงแล้ว อริยสัจสี่ คือ การปฏิบัติ เราไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิชาการจึงจะสามารถเข้าใจได้ ไม่จำเป็น แม้กระทั่งเป็นชาวพุทธ ขอให้เราเป็นนักปฏิบัติก็พอ

คำสอนนี้เป็นคำสอนที่พื้นฐานที่สุดขององค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีประโยชน์อย่างมหาศาลต่อพวกเรา พวกเราโชคดีมากที่ หลังจาก 2,600 ปีล่วงไปแล้ว พวกเราในปัจจุบันยังมีโอกาสที่จะปฏิบัติตามคำสอนนี้ดั่งที่เคยมีมาในสมัย พุทธกาล

ในการปฏิบัติตามคำสอนนี้ ฉันขอแนะนำให้เรานำ วิปัสสนา (Vipashyana) หรือ การมองอย่างลึกซึ้งมาใช้ ไม่จำเป็นที่เราจะต้อง นั่งบนเบาะรองนั่งในหอฝึกสมาธิ เพื่อที่จะปฏิบัติการมองอยางลึกซึ้ง เราสามารถนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือ ในรถประจำทางหรือรถไฟ ตราบใดที่เราสามารถหยุดหรือตั้งมั่นอยู่ใน สมถะ (shamatha) เราก็สามารถปฏิบัติวิปัสสนาได้

สำหรับการปฏิบัติของธอ ฉันแนะนำให้เธอนำกระดาษมาแผ่นหนึ่งแล้วพับเป็นสามทบเพื่อให้กระดาษมีสามแถว แม้ว่าอริยสัจ มีสี่ประการ แต่เราไม่จำเป็นต้องมี 4 แถว เพราะเหมือนดั่งที่หลวงปู่เคยสอนพวกเรา ไม่มีวิถีทางแห่งสันติ สันติคือวิถีทาง ไม่มีวิถีทาง แห่งการเยียวยา การเยียวยาคือวิถีทาง ในทำนองเดียวกัน เราอาจกล่าวได้ว่า ไม่มีวิถีทางแห่งความสุข ความสุขคือวิถีทาง ดังนั้น อริยสัจประการที่สามและประการที่สี่จะเป็นข้อฝึกหัดเดียวกัน


อริยสัจประการแรก ทุกข์ (Ill-being)

อริยสัจประการแรกมีความสำคัญมาก เพราะหากไม่มีอริยสัจข้อนี้ อริยสัจข้ออื่นๆ ก็จะ ไม่มีด้วย อริยสัจทั้งสี่ประการล้วนอยู่ในกันและกัน เมื่อเธอปฏิบัติข้อหนึ่ง เท่ากับว่าเธอได้ ปฏิบัติข้ออื่นที่เหลือด้วย ในพระสูตร ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร กล่าวว่า "ไม่มีทุกข์ ไม่มีเหตุแห่งทุกข์ ไม่มีความดับทุกข์ และ ไม่มีวิถีทางแห่งความดับทุกข์" เราจึงสามารถ กล่าวได้ว่า ความทุกข์ ไม่ได้เป็นสิ่งที่มีตัวตนแยกออกมา เมื่อเราฝึกปฏิบัติด้วยตัวเราเอง เราจะเริ่มเข้าใจคำสอนนี้ ธรรมะข้อนี้ไม่ใช่ทฤษฎี แต่เป็นสิ่งที่พวกเราสามารถมองเห็นได้ โดยตรงจากการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

แถวแรกในกระดาษมีไว้สำหรับอริยสัจ ประการแรก คนบางคนติดอยู่ที่แถวแรก แต่ถ้าเรา เป็นผู้ปฏิบัติธรรม เราจะไม่ติดอยู่ที่นี่ เราจะไม่กล่าวว่า "ที่รัก ทุกสิ่งคือความทุกข์" นั่นเป็น วิธีการของนักวิชาการ แต่วิธีการของเราคือ การใช้ประสบการณ์จริงของเรา ดังนั้นในแถวแรก ให้เธอเขียนความทุกข์ทั้งหมดในชีวิตของเธอ อาจจะเป็นความทุกข์ทางใจหรือทางกายก็ได้ เธออาจจะเขียนว่า "ความท้อแท้สิ้นหวัง" หรือ "ความซึมเศร้า" หรือเธออาจเขียนถึงความ เจ็บปวดทางกายของเธอก็ได้

การมองอย่างลึกซึ้งเป็นสิ่งจำเป็น บ่อยครั้งทีเดียว ที่เราไม่ได้แม้แต่ตระหนักถึงความทุกข์ในตัวเรา สิ่งเหล่านี้อาจจะมาจากบรรพบุรุษของเรา ฝังลึกอยู่ในใจของเรา และกำลังเรียกร้อง การแปรเปลี่ยน เพียงแต่เราไม่ได้ยินเสียงเรียกนั้น เราอาจจะมีความโกรธ หรือความรู้สึกซึมเศร้าที่เรายังไม่ได้ตระหนักรู้อย่างแท้จริง เหมือนดังคนเมาเหล้าที่พูดว่า "ฉันไม่เมา" คนที่โกรธอาจพูดว่า "ฉันไมได้โกรธ ไม่มีอะไรที่ต้องโกรธ" แต่หากมองอย่างลึกซึ้ง เราจะตระหนักถึงความโกรธได้ ดังนั้น ให้เราเขียนสิ่งนี้ลงไป

การเขียนถึงความทุกข์ทำให้เราเผชิญหน้ากับมัน ในประสบการณ์ส่วนตัวของฉัน การทำ เช่นนี้ทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายมาก เราอาจมองความทุกข์ของเราด้วยตัวเอง หรือขอให้คนอื่น ช่วยก็ได้ เราอาจไปหาหมอหรือนักจิตบำบัด พวกเขาอาจบอกได้ว่าเรามีความทุกข์อะไรบ้าง ที่เรายังมองไม่เห็น แต่อันดับแรก เราต้องเห็นความทุกข์บางอย่างด้วยตัวเองก่อน การฝึก อริยสัจประการแรกนี้ จะทำให้เราเผชิญหน้ากับความทุกข์ และเริ่มเห็นความทุกข์ต่างๆ อย่าง ที่มันเป็น

นี่คือสิ่งที่พระพุทธองค์ได้ทรงสอนไว้อย่างชัดเจนในมหาสติปัฎฐานสูตร ซึ่งเป็นพระสูตร เกี่ยวกับฐานทั้ง 4 ของสติ ในบทสุดท้ายซึ่งเป็นการฝึกสติให้เห็นธรรมหรือธรรมานุปัสสนา (mindfulness of the object of mind) ได้กล่าวไว้ว่านักปฏิบัติพึงตระหนักถึงความทุกข์โดย "สักแต่รู้อย่างที่มันเป็น (just as it is)" เราไม่ขยายมัน ไม่กำจัดมัน หรือแสร้งว่ามันไม่ได้ มีอยู่ เราเพียงแต่มองมันอย่างที่มันเป็น และเมื่อเราทำอย่างนั้น เราจะยอมรับมัน นี่คือขั้นแรก ของการเยียวยา

และนี่เป็นสิ่งที่พึงกระทำกับอารมณ์ที่รุนแรงของเรา ถ้าอารมณ์ในตัวเราปะทุขึ้น และ ขัดขวางการปฏิบัติของเรา ให้เราเพียงสักแต่รู้มันอย่างที่มันเป็น เมื่อมีความเหงาเกิดขึ้น ก็สัก แต่รู้อย่างที่มันเป็น แล้วเขียนความรู้สึกนั้นลงไป

 
ภาพเขียนพู่กัน โดย หมอนไม้




นักปฏิบัติ
พึงตระหนักถึงความทุกข์
โดย "สักแต่รู้อย่างที่มันเป็น"
เราไม่ขยายมัน ไม่กำจัดมัน
หรือแสร้งว่ามันไม่ได้มีอยู่
เราเพียงแต่
มองมันอย่างที่มันเป็น
และเมื่อเราทำอย่างนั้น
เราจะยอมรับมัน
นี่คือขั้นแรกของการเยียวยา


เหตุให้เกิดทุกข์ (The way to ill-being)

การฝึกปฏิบัติอริยสัจประการที่สอง เป็นการฝึกปฏิบัติการมองอย่างลึกซึ้ง ด้วยการฝึกปฏิบัติเช่นนี้ จิตใต้สำนึกของเธอจะเริ่ม เปิดเผยรายการในแถวที่สองออกมา แถวที่สองคือ "วิถีทางที่นำไปสู่แถวที่หนึ่ง" นี้คือสิ่งที่ พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า หากไม่มีอาหาร ก็ไม่มีสิ่งใดอยู่รอด อารมณ์ ร่างกายและสภาวะจิตของเราไม่สามารถอยู่รอดได้ถ้าไม่มีอาหาร

พระพุทธองค์ตรัสว่า ถ้าเธอเห็นแหล่งอาหารที่กำลังหล่อเลี้ยงอารมณ์ของเธอ เธอจะสามารถหยุดการเสพอาหารนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่รับประทานทางปาก หรือรับมาทางผัสสะ ถ้าเธอเห็นแหล่งอาหารเหล่านั้น เธอจะสามารถหลุดพ้นและแปรเปลี่ยนได้

"วิถีทาง" ในที่นี้คือเหตุ อะไรคือเหตุให้เกิดทุกข์ ? อะไรนำเราไปสู่ทุกข์ ? ในแต่ละรายการของทุกข์ที่เธอได้เขียนไว้ในแถวแรก ให้เธอเขียนสิ่งที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ไว้ในแถวที่สอง

สิ่งที่เป็นเหตุแห่งทุกข์อาจจะเป็นสิ่งที่ เธอบริโภคทางปาก หรือ อาจจะเป็นความเข้าใจผิดในการปฏิบัติก็ได้ เธออาจเข้าใจว่า การปฏิบัติไม่ได้เป็นไปเพื่อความเบิกบานและการเยียวยา แต่เป็นไปเพื่อความต้องการและปรารถนา เช่น การมีชื่อเสียง การได้รับ การยกย่อง การมีตำแหน่งใหญ่โต เป็นต้น หรือเธออาจจะกลัวความสูญเสีย นั่นอาจจะเป็นเพราะความยากลำบากในวัยเด็ก และเธอ ยังไม่ได้มีโอกาสโอบกอดตัวเธอที่มีอายุห้าขวบอย่างเต็มที่ เธอจะต้องมองให้เห็นสิ่งที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งหมด สิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ อาจจะเป็นรายการโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และการสนทนาทางโทรศัพท์ เธอสามารถเขียนสิ่งเหล่านี้ลงไป ...๐

ตอนที่ 1 | 2 | 3



"วิถีทางแห่งความสุข (ที่แท้จริง)"
ธรรมมะบรรยายโดย ภิกษุณี Annabel พระภิกษุณีธรรมาจารย์ จากหมู่บ้านพลัม ฝรั่งเศส

แปลเป็นภาษาไทยโดย ไชยยันต์ ธนไพศาล - จิตเจตสฤษดิ์