หน้าแรก > ธรรมบรรยาย > ธรรมบรรยายโดยธรรมาจารย์ > ข้อเตือนใจ ๕ ประการ ที่พึงระลึกอย่างสม่ำเสมอ
ข้อเตือนใจ ๕ ประการ ที่พึงระลึกอย่างสม่ำเสมอ PDF Print

ข้อเตือนใจ ๕ ประการที่พึงระลึกอย่างสม่ำเสมอ

ธรรมบรรยายวันแห่งสติ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๖
หลวงแม่ดอกไม้ (ฮวางิม)


เรามีความแก่เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้
เรามีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเจ็บป่วยไม่ได้

เรามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไม่ได้

เราทุกคนรวมทั้งคนที่เรารัก มีการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นไม่ได้ อย่างไรก็จะต้องจะพลัดพรากจากกัน

เราคือผู้รับผลของการกระทำของเรา ทั้งทางกาย วาจา ใจ การกระทำของเราคือการสืบเนื่องของเรา

นี่เป็นคำสอนของพระพุทธองค์ว่าด้วยสิ่งที่เราพึงกำหนดรู้ ๕ ประการ เพื่อการภาวนาอยู่เสมอ จากพระสูตรบาลี อังคุตรนิกาย เพราะเรามักจะลืมเลือนสิ่งเหล่านี้ไป  ฉันจะแบ่งปันการปฏิบัตินี้จากประสบการณ์ของฉัน จากคำสอนของพระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ ครูของฉัน ที่นำคำสอนนั้นมาเขียนเรียบเรียงใหม่เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น

๑.      เรามีความแก่เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้


พวกเรากลัวความแก่หรือไม่ ?

ครั้งหนึ่งฉันได้ภาวนากับหลวงปู่ที่ยุโรป มีหญิงชาวยุโรปคนหนึ่งเข้ามาขอคำปรึกษากับฉัน เธอบอกว่า เธอกลัวความแก่เหลือเกิน กลัวที่จะต้องกลายเป็นหญิงแก่ๆ ในวันหนึ่ง ทำอย่างไรเธอจึงจะหลุดพ้นจากความกลัวนี้ได้

พวกเราทุกคนต่างรู้ดีว่าเราต้องแก่เฒ่าอย่างแน่นอน แต่เราก็ยังกลัวอยู่นั่นเอง แม้แต่คนที่ขณะนี้อยู่ในวัยชราแล้ว เขาก็ยังกลัววัยชราอยู่นั่นเอง เพื่อนของฉันคนหนึ่ง เมื่อสังเกตเห็นริ้วรอยบนใบหน้าก็ต้องหาซื้อครีมชั้นดีเพื่อลดริ้วรอยเหล่านั้น อยากจะให้ริ้วรอยต่างๆ นั้น ลบเลือนออกไป เพื่อนๆ หลายคนซื้อเครื่องสำอาง ซื้อเวชภัณฑ์ เข้ารับการผ่าตัดตกแต่งเพื่อลบริ้วรอย เพื่อให้ดูอ่อนวัยอยู่เสมอ พี่สาวแท้ๆ ของฉันก็ใช้ครีมบำรุงผิวพรรณเพื่อลดรอยเหี่ยวย่นอยู่เป็นประจำแต่เมื่อเราได้เจอกัน ฉันก็ยังเห็นริ้วรอยต่างๆ เหล่านั้นอยู่ดี

สำหรับตัวฉันเอง เมื่อมีคนถามอายุบางทีฉันก็ไม่อยากกล่าวถึง แต่อย่างไรก็ตามฉันรู้ว่า ความแก่เฒ่าเป็นความจริงที่ฉันต้องยอมรับ ฉันบอกกับร่างกายตัวเองในวันที่อายุครบ ๕๐ ปีว่า สวัสดีเพื่อนเก่าแก่ของฉัน เธออยู่กับฉันมา ๕๐ ปีเชียวนะ ! ฉันถามตัวเองว่า ทำไมฉันจึงกลัวการย่างเข้าสู่วัยชรา--

หลวงน้องของฉันบอกว่า ผู้สูงอายุนั้นเหมือนทะเลสาบที่สงบนิ่ง ส่วนคนหนุ่มสาวนั้นเหมือนกับน้ำตก ร่าเริง เต็มเปี่ยมด้วยพลัง ผู้สูงอายุ ผู้เฒ่าผู้แก่ในบ้าน ปู่ย่าตายาย เปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของบ้าน ต้นไม้ใหญ่จะแผ่กิ่งก้านสาขาปกป้องดูแลชีวิตสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่เข้ามาพักอาศัย เมื่อเราอายุมากขึ้น เราก็มีประสบการณ์มากขึ้น เรามีวุฒิภาวะ มีปัญญาที่สั่งสมมาตลอดการใช้ชีวิตของเรา เราเหมือนกับไม้ใหญ่ที่ช่วยปกป้องสัตว์เล็กสัตว์น้อย เช่นเดียวกับพ่อแม่ของเราที่ปกป้องพวกเรา ชี้แนะเรา ใช้ภูมิปัญญาของท่านแก้ปัญหาให้กับพวกเรา ต้นไม้อายุน้อยอาจจะดูสดชื่น สวยงาม แต่ต้นไม้โบราณเก่าแก่สวยงามยิ่งกว่า ท่ามกลางอากาศอันอบอ้าวในฤดูร้อน พวกเราอยากนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ใช่ไหม นั่นคือคุณค่าของความแก่ชรา

เมื่อคนหนุ่มสาวประสบกับความยากลำบาก มีความเดือดเนื้อร้อนใจ ถ้าเขามีโอกาสได้เข้าไปหา ปรับทุกข์กับผู้ใหญ่ คนสูงอายุเหล่านั้น และผู้สูงอายุคนนั้นเข้าอกเข้าใจเพราะเคยมีประสบการณ์เช่นนั้นมาก่อน (อาบน้ำร้อนมาก่อน) ให้คำปรึกษาได้ คนหนุ่มสาวนั้นก็จะรู้สึกว่า เขามีที่พึ่ง

หากมองไปยังผู้เฒ่าผู้แก่ เธอจะได้เรียนรู้จากท่านมากมาย เธอจะรู้ว่า วันหนึ่งเธอก็ต้องแก่ และเธอจะไม่ปล่อยให้เวลาล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์ เธอจะไม่ติดยึดอะไรมากมายนัก เธอจะหันมาดูแลสุขภาพ เตือนตนเองให้รู้ว่าควรทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เสียตั้งแต่วันนี้ ในขณะที่ยังมีจิตใจสดชื่น มีร่างกายที่แข็งแรง

๒.    เรามีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเจ็บป่วยไม่ได้

พระพุทธเจ้าทรงเตือนพวกเราอยู่เสมอว่า ทุกอย่างล้วนอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ในยามที่แข็งแรงเรามักไม่ตระหนักในเรื่องนี้ เรานึกว่าเราจะแข็งแรงตลอดไป เราจะไม่มีวันเจ็บไข้ได้ป่วย แต่แล้วเมื่อวันหนึ่งเราล้มป่วย ป่วยหนัก เรารู้สึกโศกเศร้า สิ้นหวัง เวลาที่แข็งแรงเรามักจะขาดสติ ใช้ชีวิตในทิศทางที่ทำลายสุขภาพ และเมื่อป่วยเราก็โศกเศร้า และหากความเจ็บป่วยนั้นรุนแรงมากเราก็อาจคิดจะฆ่าตัวตาย

ทั้งๆ ที่เรารู้ว่าเราจะต้องป่วยแต่ทำไมเราจึงไม่ดำเนินชีวิตในทิศทางที่จะบำรุงดูแลสุขภาพ ทำไมเราจึงยังใช้ชีวิตในวิถีที่ทำร้ายร่างกายของเรา หากเราติดตามข่าวสารก็จะเห็นว่าบางคนมีสุขภาพดีแม้เขาจะแก่ชรา แต่คนจำนวนมากในปัจจุบันนี้ล้วนแต่เจ็บป่วยเป็นโรค ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

เราต้องกลับมาดูอาหารประจำวันของเรา เรากินเนื้อสัตว์มากเกินไปหรือเปล่า เรารับพิษเข้าสู่ร่างกายทางไหนบ้าง เราดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำใช่ไหม เราใช้ชีวิตโดยที่ไม่ได้นำสุขภาพดีมาสู่ตัวเราเลย--.ใช่หรือเปล่า เรานำมะเร็งเข้าสู่ตัวเราด้วยการดื่ม การกิน บางครั้งเราก็นำเอดส์มาสู่ตัวเรา เธอไม่ควรจะกล่าวว่า ก็ในเมื่อความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา ดังนั้นฉันจะดำเนินชีวิตอย่างไรก็ได้ จะกินอย่างไรก็ได้ ดื่มอย่างไรก็ได้ มีความสัมพันธ์มีกามารมณ์อย่างไรก็ได้

เป็นเรื่องตลกที่เมื่อเราสุขภาพดี มีร่างกายแข็งแรง เราไม่ตระหนักว่าเราโชคดี ไม่ตระหนักถึงเหตุที่ทำให้สุขภาพดี แต่ทันทีที่เราเจ็บป่วย เรากลับโทษว่า พระเจ้าไม่รักเรา โทษคนนั้นคนนี้

หลายคนที่เจ็บป่วยมักจะรู้สึกว่า คนรอบข้างคงไม่อยากจะเข้าใกล้ รู้สึกโกรธ อยากทำลายข้าวของ อยากทำร้ายผู้คน ฉันเคยได้ยินว่าบางคนที่รู้ว่าตนเองเป็นผู้ติดเชื้อ HIV พยายามจะแพร่เชื้อนั้นให้คนอื่นเพื่อจะได้เจ็บป่วยเหมือนกับตน ฉันไม่รู้ว่าเรื่องแบบนี้จริงหรือไม่ แต่ฉันได้ยินเรื่องแบบนี้บ่อยเหลือเกินซึ่งทำให้ฉันรู้สึกเห็นใจคนเหล่านี้มาก ทำให้ฉันตระหนักว่า เราควรดำเนินชีวิตในวิถีแห่งสติเสมอ เมื่อแข็งแรงเรามักจะเย่อหยิ่ง ทะนงตน ไม่ค่อยเห็นอกเห็นใจคนที่กำลังตกอยู่ในภาวะเจ็บป่วย แต่เมื่อใดก็ตามที่เราเจ็บป่วย เราจะระลึกรู้สิ่งเหล่านี้ เราจะเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น เราจะเข้าใจความทุกข์อันเกิดจากความเจ็บป่วย ใจของเราจะเปิดกว้าง เราจะรู้ว่าเมื่อเราเจ็บป่วย ตัวเราเป็นทุกข์ คนที่รักเราก็เป็นทุกข์ด้วย สิ่งนี้จะทำให้เกิดการตระหนักรู้ถึงการใช้ชีวิตของเรา

๓. เรามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไม่ได้ 

มีบทกวีภาษาเวียดนามที่ฉันอยากจะแบ่งปัน

โลกนั้นกว้างใหญ่ จักรวาลก็ไพศาลยิ่ง

มนุษย์เกิดและตายมากมายเหลือคณานับ

ตั้งแต่โบราณกาลจวบจนปัจจุบัน

มนุษย์เกิดและตายเป็นล้านล้านล้านคนตั้งแต่อดีตกาลจวบจนปัจจุบัน ไม่มีใครรอดพ้นจากความตายได้เลย เรารู้ แต่เรามักจะลืม เรามักจะคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะคงอยู่เช่นนี้เสมอไป ตัวเรา คนที่เรารัก จะอยู่กับเราจนชั่วกัลปาวสาน เมื่อคนที่เรารักเสียชีวิตเราจึงทุกข์ทรมานมาก

เมื่อ ๓-๔ ปีก่อน น้องชายของฉันจากไป เขาเสียชีวิตในประเทศเนปาล เขาไปที่นั่นเพื่อจะสร้างวัดด้วยตัวของเขาเอง เขาทำงานหนัก หัวใจวาย จากไปอย่างกะทันหัน ครอบครัวของเราเดินทางไปทำพิธีศพที่นั่น ขณะที่ทราบข่าวการเสียชีวิตนั้นฉันบวชเป็นภิกษุณีกว่า ๑๐ ปีแล้ว แต่ฉันก็ยังตกใจอยู่นั่นเอง คิดไม่ถึง เพราะฉันคิดว่าเขาเป็นน้องชาย เขาอายุน้อยกว่า สุขภาพดีกว่า เขาน่าจะตายทีหลัง แต่แล้วเขากลับตายก่อนฉัน ในอินเดีย-เนปาลนั้นทำพิธีเผาศพด้วยการวางศพบนท่อนฟืนแล้วเผา เราจะเห็นร่างกายที่ค่อยๆ ถูกไฟเผา จนกระทั่งเห็นกระดูก และกระดูกก็กำลังถูกไฟเผา ในขณะนั้นเองฉันจึงตระหนักอย่างแท้จริงว่า น้องชายได้ตายจากไปแล้วอย่างแท้จริง

เรามีชีวิตอยู่ทุกๆ วัน แต่เราหลงลืมว่าเรากำลังมีชีวิต เรานึกว่าเราจะได้อยู่กับคนที่เรารักตลอดไป จวบจนกระทั่งเมื่อเขาจากไปเราจึงได้รู้ว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นความจริง โชคดีที่ฉันมีการปฏิบัติ ฉันเศร้าแต่ฉันไม่ทุกข์ ครูของฉันบอกว่า เราเศร้าโศกได้ เมื่อความเศร้าเกิดขึ้นก็ขอให้เราตระหนักรู้ รับรู้ แท้จริงแล้วเขาไม่ได้จากพวกเราไป เขาเพียงแปรเปลี่ยน เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมสิ่งนั้นก็บังเกิดขึ้น เมื่อหมดเหตุปัจจัยสิ่งนั้นย่อมดับไป

ฉันปฏิบัติมรณานุสติทุกวัน หากเราศึกษาชีววิทยา เราจะรู้ว่าเซลล์ในร่างกายของเราสลายลงทุกวัน และสร้างขึ้นใหม่ทุกๆ วัน เรารู้ว่าเซลล์สมองของเราก็เสื่อมสลายและงอกใหม่ทุกๆ วัน เลือดของเราเปลี่ยนไปทุกเดือน แต่ด้วยความไม่รู้ทำให้เราไม่เห็นว่าตัวของเรามีการเกิด-การตายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ดังนั้นเมื่อเราเห็นใครสักคนตายเราจึงตกอกตกใจ แต่ครูของฉันบอกว่าเราตายอยู่แล้วทุกเมื่อเชื่อวัน ทุกนาที ทุกวินาที ฉันเคยตายมาก่อนและฉันก็เกิดใหม่ด้วย ความคิด การรับรู้ เข้ามาแล้วจากไป เหมือนการเกิดการตาย เมื่อเราปฏิบัติเราจะเผชิญหน้ากับความตายได้อย่างกล้าหาญ เราจะไม่กลัว เราจะมีความสงบ โลกขณะนี้ผู้คนเต็มไปด้วยความกลัว เพราะเราเห็นสงคราม เห็นคนรอบข้างของเราตาย เราไม่อยากเผชิญหน้ากับความตาย เพราะกลัวเราจึงรู้สึกอยู่เสมอว่า ชีวิตนี้ไม่มีความปลอดภัย เรากลัวว่าเมื่อเราตายไป ใครจะเป็นผู้สืบทอดมรดก ใครจะเลี้ยงดูลูกของเรา เราจึงทำประกันชีวิต และสะสมทรัพย์สิน

เมื่อไม่นานมานี้ฉันอ่านหนังสือ The Joy of Living and Dying in Peace ( เบิกบานในชีวิตและตายอย่างสันติ)  ซึ่งเขียนโดยองค์ทไลลามะ ท่านสอนให้เราฝึกพิจารณาความตายทุกวัน และเราพึงพิจารณา อธิษฐาน ขอให้เราตายอย่างสงบ พลังแห่งการภาวนา การอธิษฐานเช่นนี้มีพลังมาก เราอาจจะขอพึ่งพลังของพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ พลังของครูอาจารย์ทางจิตวิญญาณ เพื่อเกื้อหนุนให้เราสามารถเผชิญความตายได้อย่างกล้าหาญ ช่วยให้เราตายอย่างสงบในวาระสุดท้าย เพราะทุกๆ วันนี้ มีคนจำนวนมากตายอย่างทุกข์ทรมาน เขาไม่ได้ตายอย่างสงบ เราอาจจะสวดมนต์ อธิษฐาน ขอให้ตัวเรา คนที่เรารัก ญาติพี่น้อง ผู้คนในสังคม ในประเทศชาติ ได้พบกับความตายอย่างสงบสันติ

๔.     เราทุกคนรวมทั้งคนที่เรารัก มีการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นไม่ได้ อย่างไรก็จะต้องจะพลัดพรากจากกัน

เราต้องถามตัวเองว่า เรารักใครมากที่สุด เรายึดติดอยู่กับอะไรมากที่สุด มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรายึดมั่นถือมั่น คนที่เรารัก พ่อแม่ สามี ภรรยา ลูก บ้าน รถยนต์ การงาน ยศ ตำแหน่ง ครูบาอาจารย์ นักบวชคนนี้ฉันชอบ วัดนี้ของฉัน ต้นไม้นี้ฉันปลูกเอาไว้ เหล่านี้ล้วนเป็นความยึดติด พระพุทธองค์ตรัสว่า ทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนมีธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง และเราจะต้องพลัดพราก และเมื่อใดก็ตามที่เราพลัดพราก สูญเสีย เราจะเป็นทุกข์

เรามีธรรมชาติของความยึดมั่น เราไม่อยากให้คนที่เรารักเปลี่ยนแปลง เราอยากให้เขาคงอยู่อย่างนั้นตลอดไป ฉันมีหลวงน้องรูปหนึ่ง ฉันพบเขาครั้งแรกเมื่อเขาอายุ ๑๗ ปี บวชเป็นสามเณรีในประเทศเวียดนาม แต่เมื่อมาพบอีกครั้งในประเทศไทยก็กลายเป็นอายุ ๒๒ –๒๓ ปีแล้ว บวชเป็นภิกษุณีแล้ว แต่ในใจของฉันก็ยังนึกว่าเธอเป็นสามเณรีอายุ ๑๗ อยู่นั่นเอง จนกระทั่งวันหนึ่งเธอบอกว่า หลวงแม่คะฉันอายุ ๒๒ แล้ว ฉันเป็นภิกษุณีแล้ว ฉันมีการปฏิบัติที่เข้มแข็งแล้ว หลวงแม่เชื่อมั่น วางใจ ในตัวของฉันได้แล้วนะคะ --- เรามักจะกระทำเช่นนี้ในชีวิตประจำวันเสมอ เราไม่ตระหนักว่า คนตรงหน้าเรานั้นเขาเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ

เราอาจเคยพบเด็กเกเรคนหนึ่งในอดีต แต่บัดนี้เขาเปลี่ยนแปลงและกลายเป็นเด็กดี เอาการเอางานแล้ว แต่เราก็ยังคงเห็นเขาเป็นเด็กเกเรคนเดิม เรามักจะเห็นลูกๆ ของเราเป็นเด็กเล็กๆ ว่านอนสอนง่ายคนเดิม ทั้งที่ตอนนี้เขาโตแล้ว เขามีชีวิตเป็นของตนเองแล้ว

มีครอบครัวหนึ่ง เขามีลูกสาว เมื่อยังลูกสาวยังเด็กเธอเป็นเด็กผู้หญิงเรียบร้อย น่ารัก แต่งเครื่องแบบนักเรียนหญิง แต่เมื่อเติบโตขึ้น เธอกลับชอบที่จะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าของผู้ชาย แม่มีความทุกข์มากเพราะแม่อยากให้ลูกเป็นลูกสาว ต่อมาเด็กคนนี้ตัดผมสั้น แต่งตัวเป็นเด็กหนุ่ม และมีแฟนเป็นเด็กผู้หญิง แม่ก็ยิ่งเป็นทุกข์เพราะอยากจะให้ลูกสาวเป็นลูกสาวคนเดิมตลอดไป แม่จึงพาลูกสาวมาร่วมงานภาวนา เพื่อจะเปลี่ยนใจลูกให้กลับไปเป็นลูกสาวคนเดิม โชคดีที่บรรดาพระภิกษุ ภิกษุณี ได้พยายามชี้แนะให้คุณแม่ยอมรับลูกอย่างที่เป็น คุณแม่จึงค่อยๆ ยอมรับความเป็นจริงได้

คนเป็นพ่อเป็นแม่ควรระลึกอยู่เสมอว่า สังคมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราหยุดโลกไว้ที่ยุค ๑๙๖๐ - ๑๙๗๐ ไม่ได้ ขณะนี้พวกเราอยู่ในศตวรรษที่ ๒๑ ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว เราต้องพยายามทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้ให้มาก เพราะหากเราไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ เราก็จะสูญเสียลูกของเราไป เราควรทำความเข้าใจในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่บอกกับพวกเราว่า เราทุกคน และ คนที่เรารัก มีการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นไม่ได้ ซึ่งรวมถึงบ้านของเรา รถของเรา ทรัพย์สินของเราด้วย และในที่สุดเราก็จะต้องพลัดพรากจากสิ่งเหล่านี้

ชายคนหนึ่งอาศัยอยู่ในชนบท แต่วันนี้ชนบทได้กลายเป็นเมืองแล้ว เขาเป็นทุกข์มาก หากเขาตระหนักรู้ว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน เขาจะไม่ทุกข์มากนัก มีคนหนุ่มสาวหลายคนอยากจะใช้ชีวิตนักบวช แต่พ่อแม่ไม่ยินยอม คนหนุ่มสาวอยากจะมีชีวิตที่เป็นอิสระ แต่พ่อแม่ไม่เข้าใจ และไม่อยากพลัดพรากจากลูก นักบวชต้องเตือนสติคุณพ่อคุณแม่เหล่านั้นว่า แม้ว่าลูกจะไม่บวช แต่หากวันหนึ่งเขาแต่งงาน เขาก็จะต้องแยกจากอยู่นั่นเอง

ครูของฉันเคยกล่าวว่า เราเก็บลมไว้ในกล่องได้หรือ ? ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เหมือนลม เราไม่อาจกักลมไว้ในกล่องเพื่อเก็บไว้เป็นของเรา ลมนั้นอาจจะเป็นลูก เป็นสามี เป็นภรรยาของเรา แต่เราก็ไม่อาจกำกับจิตใจของเขาให้คงอยู่เหมือนเดิมตลอดไป เขามีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ นี่คือความเป็นจริง เราปฏิบัติเพื่อจะปลดปล่อย ปล่อยวาง ไม่มีอะไรที่เราจะหยิบฉวยมาเป็นของเราได้อย่างแท้จริง คนที่ยึดติดมาก ก็เป็นทุกข์มาก ยิ่งไขว่คว้ามากก็ยิ่งทุกข์มาก

มีชายผู้หนึ่ง เขาก็เหมือนกับพวกเราทุกๆ คนคือเป็นผู้ที่สนใจฝึกปฏิบัติ เขาจึงตามหาครูเพื่อสอนการปฏิบัติ วันหนึ่งเขาได้ข่าวว่ามีปรมาจารย์เซนคนหนึ่งพักอยู่บนภูเขาสูง เขาจึงดั้นด้นขึ้นไปหา เมื่อเขาไปถึงกระท่อมนั้น เป็นกระท่อมที่ว่างเปล่า มีเพียงหนังสือนิดหน่อย โต๊ะ และที่นอน มีข้าวของอยู่เพียงเท่านั้น เขาจึงถามปรมาจารย์ว่า

“ท่านอาจารย์ครับ ท่านอยู่ได้อย่างไร ในกระท่อมที่ว่างเปล่าเช่นนี้”

ปรมาจารย์ถามกลับว่า “แล้วเธอล่ะ เธอก็มิได้พกอะไรมาไม่ใช่หรือ”

เขาตอบว่า “ผมเป็นเพียงนักเดินทางจึงมีเฉพาะข้าวของเพื่อดำรงชีวิตเล็กๆ น้อยๆ”

ปรมาจารย์จึงตอบว่า “ฉันก็เป็นนักเดินทางเช่นเดียวกับเธอ  ฉันเดินทางอยู่ในโลกนี้ ฉันจึงไม่จำเป็นต้องมีข้าวของมากมายนัก”

นิทานนี้บอกเราว่า พวกเราต่างเป็นนักเดินทาง เราอยู่บนโลกนี้อย่างมากก็เพียง ๑๐๐ ปีเท่านั้น แล้วเราก็จากไป เมื่อเราตายเราก็เอาอะไรไปด้วยไม่ได้ เรานำภรรยา ลูก บ้าน รถยนต์ เงินทอง ตำแหน่ง ยศ ฐานะ ติดตัวไปไม่ได้เลย แล้วทำไมเราจึงทุ่มเทสะสมทรัพย์สินมากมายนัก ในเมื่อวันหนึ่งเราก็จะต้องจากเหล่านี้ไป

๕. เราคือผู้รับผลของการกระทำของเรา ทั้งทางกาย วาจา และใจ การกระทำของเราคือการสืบเนื่องของเรา

ฌอง ปอง ซาร์ต กล่าวว่า มนุษย์เป็นผลรวมจากการกระทำของเขา

กรรมคือการกระทำทางกาย วาจา ใจ กรรมมีทั้งด้านดีคือกุศล และ ด้านไม่ดีคืออกุศล การให้อาหารเป็นทาน คือกุศลกรรม แต่เมื่อเราคิดไม่ดีต่อคนอื่นนั่นเป็นอกุศลกรรม อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถหนีผลกรรมของเราได้ กรรมเป็นสิ่งที่จะติดตัวเราไป เป็นการสืบเนื่องของเรา

อดีตของเราเป็นอย่างไร เรารู้ได้ด้วยปัจจุบันของเรา และอนาคตจะเป็นเช่นไร ก็ดูได้ ด้วยการกระทำในปัจจุบันของเราเราหนีกรรมของเราไม่ได้

การกระทำเป็นเครื่องกำหนดชีวิต กำหนดความเป็นอยู่ กำหนดสิ่งแวดล้อมที่เขาอยู่ ฆาตกรย่อมติดคุก นักบวชอยู่ในสถานปฏิบัติธรรม นักธุรกิจอยู่ในแวดวงธุรกิจ ผู้ที่มีอาชีพฆ่าสัตว์ย่อมใช้ชีวิตอยู่ในโรงฆ่า แม่ค้าขายผักย่อมอยู่ในตลาดสดผักผลไม้  เพลย์บอยอยู่ในสถานเริงรมย์ เราจะเห็นว่า การกระทำแสดงผ่านสภาพแวดล้อม และแสดงการดำรงอยู่ของเขา กำหนดสภาพชีวิตของเขา

วันนี้พวกเราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เราสำรวมกาย วาจา ใจ เรากระทำสิ่งซึ่งเป็นกุศล อะไรคือเครื่องกำหนดให้เราอยู่ที่นี่ อยู่ในสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ เราโชคดีได้อยู่ในสิ่งแวดล้อม อยู่ในสถานที่อันเปรียบเสมือนสรวงสวรรค์ มีหลายคนอยู่ในกรุงเทพเช่นเดียวกับเรา แต่ตรงนี้เป็นสรวงสวรรค์ สงบ ประกอบกุศลกรรม แต่บางที่ในกรุงเทพอาจเหมือนนรกก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังทำอะไร คิดอะไร --- จิตใจดีที่งาม การกระทำที่ดีงาม วาจาที่ดีงาม ทำให้ที่นี่เป็นสรวงสวรรค์