ความไม่กลัว : Fearlessness PDF Print

ความไม่กลัว : Fearlessness

บทนำจากหนังสือ Fear
เขียนโดย ติช นัท ฮันห์
แปลโดยนพ.ชวโรจน์ เกียรติกำพล (อาสาสมัคร)


พวกเราส่วนใหญ่ มีประสบการณ์ชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยช่วงเวลาอันยอดเยี่ยมน่าอัศจรรย์และช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่สำหรับพวกเราหลายๆคน แม้จะอยู่ในช่วงเวลาอันน่าเบิกบานที่สุด ความกลัวก็ยังอยู่ตรงนั้นซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังความเบิกบานของเรา เรากลัวว่าช่วงเวลานี้จะสิ้นสุดลง เราจะไม่ได้รับสิ่งที่เราต้องการ เราจะสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รัก หรือเราอาจจะไม่ปลอดภัย บ่อยๆ ที่ความกลัวอันใหญ่หลวงเกิดจากการที่เรารู้ว่า สักวันหนึ่งร่างกายของเราจะหยุดทำงาน ดังนั้นแม้ว่าเราจะอยู่ท่ามกลางเงื่อนไขเพียบพร้อมเพื่อจะมีความสุข แต่ความสุขเบิกบานกลับไม่เคยครบถ้วนสมบูรณ์

เราคิดว่า เพื่อจะสุขยิ่งขึ้นเราควรจะขับไล่หรือเพิกเฉยต่อความกลัวของเรา เรารู้สึกไม่ค่อยสงบสบายเมื่อเราคิดถึงสิ่งนั้นที่ทำให้เรากลัว ดังนั้นเราจึงปัดความกลัวของเราทิ้งไป "ไม่ล่ะ ฉันไม่ต้องการคิดถึงถึงสิ่งนั้นอีกแล้ว" เราพยายามเพิกเฉยต่อความกลัวของเรา แต่ความกลัวยังคงอยู่ตรงนั้นเสมอ

หนทางเดียวที่จะช่วยให้ความกลัวของเราสงบลงได้และเป็นสุขอย่างแท้จริง คือหันมาทำความรู้จักความกลัวของเราและ มองอย่างลึกซึ้งถึงแหล่งที่มาของมัน แทนที่จะพยายามหนีจากความกลัว เราสามารถที่จะเชื้อเชิญความกลัวให้ขึ้นมาสู่การตระหนักรู้แล้วมองมันอย่างชัดเจนและลึกซึ้ง

เรากลัวหลายอย่างที่อยู่ภายนอกตัวเราซึ่งสิ่งเหล่านั้นเราไม่สามารถควบคุมได้ เรากังวลว่าเราจะต้องป่วย อายุมากขึ้น และสูญเสียหลายๆ สิ่งอันมีค่าที่สุดของเราไป เราพยายามที่จะยึดถือสิ่งต่างๆที่เราให้ความสำคัญ--ตำแหน่งของเรา สมบัติพัสถานของเรา คนรักของเรา แต่การยึดถืออย่างเหนียวแน่นในสิ่งต่างๆเหล่านั้น ไม่ได้ช่วยให้ความกลัวสงบลงเลย ในที่สุดแล้ว วันหนึ่งเราก็จะต้องปล่อยสิ่งต่างๆเหล่านั้นไป เราไม่สามารถเก็บสิ่งเหล่านั้นไว้ให้อยู่กับเราได้ตลอดไป

เราอาจจะคิดว่าถ้าเราเพิกเฉยต่อความกลัวของเรา ไม่นานมันก็จะหายไป แต่หากว่าเราฝังความกังวลและตื่นกลัวไว้ในจิตสำนึกรับรู้ พวกมันยังคงส่งผลกระทบและนำความซึมเศร้ามาให้เรามากขึ้นอย่างต่อเนื่องเรื่อยไป เรากลัวอย่างยิ่งที่จะกลายเป็นคนหมดพลังอำนาจ แต่เรามีพลังที่จะมองอย่างลึกซึ้งไปยังความกลัวของเรา แล้วความกลัวนั้นก็จะควบคุมเราไม่ได้อีกต่อไป เราสามารถแปรเปลี่ยนความกลัวของเราได้ด้วยการฝึกปฏิบัติ ดำเนินชีวิตอย่างเต็มเปี่ยมในปัจจุบันขณะ--ที่เราเรียกว่า สติ--จะมอบความกล้าหาญให้แก่เราเพื่อเผชิญหน้ากับความกลัวของเรา และไม่คอยผลักใส ยื้อยุดความกลัวนั้นอีก การมีสติหมายถึงการมองอย่างลึกซึ้งเพื่อสัมผัสธรรมชาติที่แท้แห่งการอิงอาศัยซึ่งกันและกัน และรับรู้ตามความเป็นจริงได้ว่าไม่มีสิ่งใดเลยที่จะหายไป

วันหนึ่งในช่วงสงครามเวียดนาม ฉันนั่งอยู่ในลานบินว่างเปล่าบริเวณที่ราบสูงของเวียดนาม ฉันกำลังรอเครื่องบินเพื่อเดินทางไปภาคเหนือ เพื่อลงพื้นที่รับรู้สถานการณ์น้ำท่วมและให้ความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัย นี่เป็นสถานการณ์เร่งด่วน ฉันจำเป็นต้องใช้เครื่องบินของกองทัพ ซึ่งโดยปกติใช้ในการขนส่งสิ่งของต่างๆ เช่นผ้าห่มและเสื้อผ้า ฉันนั่งอยู่คนเดียวในลานบินนั้นรอเครื่องบินลำต่อไป เมื่อเจ้าหน้าที่ชาวอเมริกันคนหนึ่งมาถึง เขาก็นั่งรอเครื่องบินด้วยเช่นกัน ขณะนั้นอยู่ในช่วงสงคราม และมีเพียงเราสองคนที่ลานบินนั้น ฉันมองไปที่เขาและเห็นว่าเขายังอายุน้อย ทันใดนั้น ฉันรู้สึกเห็นใจเขามาก ทำไมเขาต้องมาอยู่ที่นี่เพื่อฆ่า หรือ ถูกฆ่า ด้วยเล่า?  ด้วยความเห็นใจเช่นนั้น  ฉันจึงพูดกับเขาว่า

"เธอคงต้องกลัวเวียดกงอย่างมาก" เวียดกง คือกลุ่มกองโจรคอมมิวนิสต์ของเวียดนาม โชคไม่ดีที่ฉันไม่มีทักษะในการพูดที่ดีเท่าไรนัก สิ่งที่ฉันพูดจึงไปรดน้ำเมล็ดพันธุ์ความกลัวในตัวเขา เขากุมปืนของเขาไว้ทันทีและถามฉันว่า" คุณคือเวียดกงใช่ไหม"

ก่อนจะมาประเทศเวียดนาม เจ้าหน้าที่ทางการทหารของสหรัฐอเมริกาจะเรียนรู้มาว่าทุกๆคนในเวียดนามอาจจะเป็นเวียดกง แล้วความกลัวก็จะเข้าไปอยู่ในตัวของทหารอเมริกันทุกคน  เด็กทุกคน พระสงฆ์ทุกรูป อาจจะเป็นสายลับของกลุ่มกองโจร นายทหารเรียนรู้มาเช่นนี้ ทำให้พวกเขาเห็นศัตรูในทุกหนทุกแห่ง ฉันพยายามแสดงความเห็นใจต่อทหาร แต่ยังไม่ทันไรเพียงได้ยินคำว่า เวียดกง เขาก็ถูกความกลัวของเขาครอบงำและเข้าหาปืนของเขาทันที

ฉันรู้ว่าตัวฉันจะต้องสงบก่อน ฉันฝึกปฏิบัติหายใจเข้าและออกลึกๆ แล้วพูดกับเขาว่า " ไม่ใช่ ฉันกำลังรอเครื่องบิน เพื่อเดินทางไปเมืองดานัง เพื่อลงพื้นที่รับรู้สถานการณ์น้ำท่วมว่าฉันจะช่วยอะไรได้บ้าง" ฉันรู้สึกเห็นอกเห็นใจเขามาก และสิ่งนี้คงจะอยู่ในน้ำเสียงคำพูดของฉัน เมื่อเราสนทนากันได้ ฉันจึงสื่อสารกับเขาว่า ฉันเชื่อว่าสงครามได้ก่อให้เกิดเหยื่อขึ้นมากมาย ไม่เฉพาะชาวเวียดนามเท่านั้น แต่รวมถึงชาวอเมริกันด้วย นายทหารคนนั้นดูสงบดีขึ้น และเราคุยกันต่อไปได้ ฉันปลอดภัยเพราะฉันโปร่งใสและสงบ หากฉันแสดงออกถึงความตื่นกลัว เขาก็คงยิงฉันเพราะความกลัวของเขาไปแล้ว ดังนั้นอย่าคิดว่าอันตรายมาจากภายนอกเท่านั้น สิ่งเหล่านั้นมาจากภายในตัวของเรา หากว่าเราไม่เรียนรู้และฝึกมองอย่างลึกซึ้งถึงความกลัวของเราแล้ว เราจะนำอันตรายและอุบัติเหตุต่างๆมาสู่ตัวเราเอง

พวกเราทุกคนล้วนมีประสบการณ์ความกลัว แต่ถ้าเราสามารถมองอย่างลึกซึ้งเข้าไปในความกลัวของเรา ตัวเราก็จะเป็นอิสระจากการถูกยึด สัมผัสถึงความเบิกบาน ความกลัวทำให้เราเพ่งเล็งแต่อดีตและกังวลเกี่ยวกับอนาคต ถ้าเราสามารถเรียนรู้ความกลัวของเรา เราจะรับรู้ตามจริงว่า ขณะนี้เราสบายดี ขณะนี้ วันนี้ เรายังมีชีวิตอยู่ และร่างกายของเราก็ยังทำงานได้อย่างวิเศษ ดวงตาของเราก็ยังคงมองเห็นท้องฟ้าที่สวยงาม หูของเราก็ยังคงได้ยินเสียงของคนที่เรารัก

ในส่วนแรก เพื่อจะมองพิจารณาความกลัวของเราก็คือต้องเชื้อเชิญความกลัวนั้นขึ้นมาด้วยความตระหนักรู้โดยไม่ตัดสิน เราเพียงรับรู้อย่างอ่อนโยนว่าความกลัวอยู่ตรงนั้น สิ่งนี้จะนำความผ่อนคลายมาให้อย่างมาก จากนั้นเมื่อความกลัวของเราสงบลง เราก็จะโอบกอดความกลัวอย่างนุ่มนวลและมองอย่างลึกซึ้งถึงรากเหง้า แหล่งที่มาของความกลัวนั้น การเข้าใจจุดกำเนิดของความวิตกกังวลและความกลัวจะช่วยให้เราหลุดพ้นจากมัน ความกลัวของเรามาจากบางสิ่งบางอย่างในขณะนี้ใช่หรือไม่ หรือเป็นความกลัวดั้งเดิมของเรา เป็นความกลัวที่เกิดขึ้นเมื่อเรายังเล็กและเรายังเก็บเอาไว้ภายในตัวของเรา เมื่อเราฝึกฝนที่จะเชื้อเชิญความกลัวทั้งหมดให้ขึ้นมา เราจะตระหนักได้ว่าเรายังคงมีชีวิตอยู่ เรายังคงมีหลายสิ่งหลายอย่างอันล้ำค่าและน่าชื่นชมยินดี ถ้าเราไม่ต้องยุ่งวุ่นวายกับการผลักไสหรือจัดการกับความกลัว เราก็สามารถชื่นชมแสงอาทิตย์ที่สาดส่อง หมอก อากาศ และ น้ำ หากเธอสามารถที่จะมองอย่างลึกซึ้งเข้าไปในความกลัวของเธอและเห็นได้อย่างชัดเจน เมื่อนั้นเธอจะมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริงและคุ้มค่าบริบูรณ์

ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือเมื่อเราตายลงก็จะกลายเป็น ไม่มีเรา  เพื่อจะเป็นอิสระจากความกลัวนั้นอย่างแท้จริง เราจะต้องมองในระดับปรมัตถธรรม(ความจริงขั้นสูง)ให้เห็นว่าในธรรมชาติที่แท้นั้น ไม่มีการเกิด และ ไม่มีการตาย เราต้องเป็นอิสระจากความคิดเห็นที่ว่า เราเป็นเพียงแค่ร่างกายนี้ตราบจนตายลง เมื่อเราเข้าใจได้ว่าเราเป็นมากกว่าร่างกายทางกายภาพนี้ เราไม่ได้มาจากความไม่มีอยู่ และไม่ได้หายไปสู่ความไม่มีอยู่ เราก็จะเป็นอิสระจากความกลัว

พระพุทธเจ้าก็ทรงเป็นมนุษย์ และพระองค์รู้จักความกลัวเช่นกัน แต่เพราะพระองค์ทรงใช้เวลาแต่ละวันฝึกเจริญสติและมองอย่างลึกซึ้งเข้าไปในความกลัวของพระองค์ เมื่อพระองค์ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่รู้จัก พระองค์จึงเผชิญกับสิ่งนั้นได้อย่างสงบและสันติ มีเรื่องเล่าในสมัยพุทธกาล ขณะที่พระพุทธองค์กำลังเดินอยู่นั้น องคุลีมาลซึ่งเป็นนักฆ่าต่อเนื่องนามกระฉ่อน กำลังติดตามพระองค์มา องคุลีมาลตะโกนให้พระพุทธองค์หยุด แต่พระองค์ยังคงเดินอย่างช้าๆ และสงบต่อไป องคุลีมาล วิ่งไล่ตามเพื่อจับพระพุทธองค์แล้วตะโกนว่าเขาสั่งให้หยุด เหตุใดพระองค์จึงไม่หยุดเสียที พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบว่า

"องคุลีมาล เราหยุดมานานแล้ว เธอเองต่างหากที่ไม่หยุด" แล้วพระองค์ตรัสอธิบายต่อไปว่า "เราหยุดการกระทำอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ต่อชีวิตทุกชีวิต สิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนต้องการที่จะมีชีวิตและกลัวความตาย เราต้องหล่อเลี้ยงหัวใจแห่งความกรุณาและปกป้องชีวิตของสรรพชีวิต" องคุลีมาลสะดุ้งตื่น เขาถามพระองค์เพื่อจะรู้มากยิ่งขึ้น เมื่อการสนทนาสิ้นสุดลง องคุลีมาลตั้งปณิธานที่จะไม่ใช้ความรุนแรงและกลับไปกระทำการอันโหดร้ายอีก และตัดสินใจบวชเป็นพระภิกษุ

พระพุทธเจ้าทรงรักษาความสงบและผ่อนคลายได้อย่างไรเมื่อต้องเผชิญหน้ากับฆาตกร หรือนี่คือการยกตัวอย่างที่สุดขั้วสุดโต่ง แต่พวกเราบางคนก็เผชิญกับความกลัวไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่แล้วในทุกๆวัน การฝึกสติในชีวิตประจำวันจะช่วยเราได้อย่างใหญ่หลวง เริ่มต้นที่ลมหายใจของเรา เริ่มต้นด้วยความตระหนักรู้ เราก็จะสามารถเผชิญกับทุกๆสิ่งที่ผ่านเข้ามาไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม

ความไม่กลัว ไม่เพียงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ หากยังเป็นสภาวะอันเบิกบานอย่างที่สุด เมื่อเธอสัมผัสถึงความไม่กลัวเธอจะเป็นอิสระ ถ้าฉันอยู่บนเครื่องบินและนักบินประกาศว่าเครื่องบินกำลังจะตก ฉันจะฝึกปฏิบัติการหายใจอย่างมีสติ หากว่าเธอได้รับข่าวร้าย ฉันหวังว่าเธอจะทำเช่นเดียวกัน อย่ารอให้วิกฤตกาลเช่นนั้นมาถึงเธอจึงจะเริ่มฝึกเพื่อแปรเปลี่ยนความกลัวของเธอและดำรงอยู่อย่างมีสติ ไม่มีใครมอบความไม่กลัวให้แก่เธอได้ ต่อให้พระพุทธเจ้าประทับอยู่ด้วยในขณะนี้ข้างๆเธอก็ตาม เธอต้องฝึกปฏิบัติและรับรู้ด้วยตัวของเธอเอง ถ้าเธอปฏิบัติเจริญสติจนเป็นนิสัย เมื่อความยากลำบากเกิดขึ้น เธอจะรู้ได้ด้วยตัวของเธอเองว่าต้องทำเช่นไร