สมานฉันท์ได้อย่างไร PDF Print

สมานฉันท์ได้อย่างไร

ปาฐกถาธรรมม เส้นทางผู้นำกับการสรรค์สร้างความกรุณาและกล้าหาญ
๒๙ มีนาคม ๒๕๕๖ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์



คำสอนของพุทธศาสนาซึ่งฉันศึกษาเรียนรู้ในวิถีชีวิตนักบวชตลอด ๗๐ ปีมานี้ ฉันพบว่า คำสอนของพระพุทธเจ้ายังคงแบ่งปันกับผู้คนในสังคมปัจจุบันเพื่อปฏิบัติได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้นำทางการเมือง ผู้นำทางสังคม และ ผู้นำทางธุรกิจ ถ้าผู้นำเหล่านี้ประสบความสำเร็จในการฝึกเจริญสติ เขาจะเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จมาก เป็นผู้นำทางการเมือง ผู้นำทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดียิ่ง

สัปดาห์ที่ผ่านมาประธานาธิบดีบารัค โอบามา ไปเยือนอิสราเอลและกล่าวว่า 
สันติภาพเป็นสิ่งที่เป็นจริงได้ (peace is possible) แน่นอนพวกเราทุกคนก็เชื่อเช่นนี้ เราจะพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อให้เกิดสันติภาพ แต่ว่าทำอย่างไรล่ะจึงจะมีสันติภาพ ทั้งๆ ที่เรามีแผนปฏิบัติการเพื่อสันติภาพแล้ว เรามีช่องทาง มีกระบวนการต่างๆ ที่เตรียมไว้แล้ว แต่หนทางของสันติภาพก็ยังคงยากลำบาก เรารู้ว่าเราต้องการฟื้นคืนความสัมพันธ์ต่อกัน เราต้องการปลูกสัมพันธภาพ เราต้องการสร้างสันถวไมตรี แต่เราก็รู้ด้วยว่ามีอุปสรรคใหญ่หลวงอยู่ข้างหน้า ทำไมล่ะ ทั้งๆ ที่ เราก็รู้ว่าอีกฝ่ายก็ต้องการสันติภาพเช่นเดียวกับเรา เขาก็ต้องการคืนดีด้วย แต่ทำไมกันนะ ทำไมการฟื้นคืนความสัมพันธ์จึงเกิดไม่ได้

พุทธศาสนามีคำตอบดังนี้ เพราะมีพลังงานบางอย่างตัวของเราขวางกั้นสันติภาพ ไม่ยอมให้เกิดการคืนดี ไม่ให้เกิดความปรองดอง สันติสุข พลังงานเหล่านั้นเรียกว่า ความระแวงสงสัย ความกลัว ความโกรธ พลังงานเหล่านี้ถูกบ่มอยู่ในตัวเรามาเนิ่นนานแล้ว จิตวิทยาเชิงพุทธกล่าวว่านี่คือเมล็ดพันธุ์แห่งความกลัว เมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดระแวง ที่นอนอยู่ก้นบึ้งของจิตวิญญาณ เมื่อใดก็ตามที่เราได้ยินบางอย่าง เห็นอะไรบางอย่าง สิ่งนั้นก็จะไปรดน้ำเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ และเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ก็จะผุดขึ้นมาเป็นพลังงานแห่งความกลัว ความหวาดระแวง  และ ขวางกั้นไม่ให้การปรองดองปรากฏเป็นจริง และเมื่อพลังงานแห่งความกลัว ความโกรธเหล่านี้ผุดขึ้น  ความคิด ความเห็น การรับรู้ของเราก็จะถูกพลังงานเหล่านี้กำหนด และพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า นั่นล้วนเป็นความคิดเห็นผิด (Wrong Thinking) เพราะขณะนั้นเรากำลังตกเป็นเหยื่อของการรับรู้ผิดของตัวเราเอง และกำลังรับรู้ผิดต่อผู้อื่น รับรู้ผิดต่อกลุ่มอื่น และขณะนั้นเองคือสิ่งที่เราควรรับรู้ว่า ความกลัว ความหวาดระแวง ความโกรธ ได้เกิดขึ้นแล้วจากการรับรู้ผิดของตัวเรา จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมการฝึกตามลมหายใจอย่างมีสติจึงสำคัญมาก


เมื่อพลังงานแห่งความโกรธปรากฏขึ้น เมื่อพลังงานแห่งความหวาดระแวงปรากฏขึ้น ขอให้เรารับรู้ ตามลมหายใจเข้า ฉันรู้ เธอคือพลังงานความโกรธในตัวฉัน นี่เป็นตัวอย่างที่เรียบง่ายมากของการตามรู้จิตปรุงแต่ง(เวทนา)ที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับพลังงานของความหวาดระแวง ความกลัว นี่คือการฝึกปฏิบัติที่จะช่วยให้เรารู้จักพลังงานเหล่านี้ในตัวของเรา ฝึกที่จะยอมรับ มองให้ชัด มองให้ลึกซึ้ง เพื่อที่เราจะได้รับอิสรภาพ เพื่อที่ การคิด การพูด การกระทำของเราจะเป็นอิสระจากความโกรธ ความหวาดระแวง ความกลัว อีกต่อไป

ชุมชนหมู่บ้านพลัมเคยต้อนรับชาวปาเลสไตน์ และ ชาวยิว เพื่อมาฝึกปฏิบัติร่วมกัน ในช่วงแรกทั้งสองฝ่ายเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ไม่สามารถมองหน้ากันได้เลย พวกเขาทุกข์มาก ทุกครั้งที่มองหน้าฝ่ายตรงข้ามก็ทุกข์ทันที ทุกครั้งที่มองหน้า ความโกรธ ความหวาดระแวง ความกลัวก็พลุ่งขึ้นมาทันที เรามักจะคิดว่า เราเป็นทุกอยู่ฝ่ายเดียว อีกฝ่ายไม่ได้เป็นทุกข์ ซึ่งนั่นไม่เป็นความจริง แท้ที่จริงแล้วทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นทุกข์ และเป็นความทุกข์ที่ลึกมาก ทุกข์อย่างแสนสาหัส ในช่วงสัปดาห์แรกพวกเรา(ชุมชนหมู่บ้านพลัม)ช่วยให้พวกเขายอมรับความรู้สึกที่เกิดขึ้น รับรู้อารมณ์ที่เกิดจากความโกรธ ความระแวง และ ความกลัว ด้วยการฝึกปฏิบัติการหายใจ การนั่ง การเดิน ในวิถีแห่งสติ บ่มเพาะพลังแห่งสติให้ยอมรับความโกรธ ความกลัว ความระแวงที่ปรากฏขึ้นมา พยายามลดความตึงเครียดในร่างกาย ลดเจ็บปวดทางอารมณ์ความรู้สึก โอบรับความรู้สึกเหล่านี้ให้ได้เพื่อที่สันติภาพข้างในตัวจะค่อยๆ เกิดขึ้น ฝึกปฏิบัติการตามลมหายใจ การนั่ง การเดิน เพื่อจะยอมรับ รับรู้ ความโกรธ ความกลัว ความระแวงที่มีอยู่ ยิ้มให้กับสิ่งเหล่านี้ ยิ้มให้กับความระแวง เพราะนี่แหละคืออุปสรรคที่แท้จริงของสันติภาพ ทั้งสองฝ่ายต้องฝึกปฏิบัติสิ่งเหล่านี้เหมือนๆ กัน


สัปดาห์ที่สอง พวกเรา(ชุมชนหมู่บ้านพลัม)จัดให้ทั้งสองฝ่ายมาพบกันเพื่อฝึกปฏิบัติการฟังอย่างลึกซึ้ง ฝ่ายแรกได้รับสิทธิ์ที่จะพูดถึงความทุกข์ของตนเอง เด็กๆ ทุกข์อย่างไรบ้าง ผู้ใหญ่ทุกข์อย่างไรบ้าง เขาต้องสร้างกำลังใจขึ้นมาเพื่อจะพูดความทุกข์ให้อีกฝ่ายรับรู้ และเขาจะต้องเลือกสรรคำที่จะทำให้อีกฝ่ายรับรู้และเข้าใจความทุกข์ที่เขาประสบอยู่ เขาได้รับสิทธิ์ที่จะพูดทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความทุกข์ ความยากลำบาก แต่เขาต้องเลือกสรรคำพูดที่จะทำให้อีกฝ่ายเกิดความเข้าใจในความทุกข์เหล่านั้น ถ้าคำพูดเต็มไปด้วยการก่นด่า ประณาม อีกฝ่ายก็คงจะไม่สามารถรับฟังได้นานนัก และคงไม่อาจจะเข้าใจได้ เธอต้องพูดเพื่อให้อีกฝ่ายรับฟังและเข้าใจได้ นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เราเรียกสิ่งนี้ว่า วาจาแห่งรัก เธอสามารถพูดทุกสิ่งทุกอย่างออกมา ความทุกข์ ความยากลำบากที่เปี่ยมล้นในหัวใจ แต่เธอต้องใช้วาจาแห่งรัก อย่าประณาม อย่าก่นด่า อย่าร้องตะโกน สิ่งเหล่านี้เธอต้องฝึกฝน และอีกฝ่ายฝึกที่จะรับฟัง ฟังด้วยความกรุณา ฝึกที่จะตามลมหายใจขณะที่รับฟัง เตือนตัวเองเสมอว่า ฉันรับฟังเขา ฉันรับฟังเธอ ฉันรับฟังพวกเขา ด้วยเหตุผลเดียวเท่านั้น คือ เพื่อให้เขาพูดทุกสิ่งทุกอย่างออกมา เพื่อให้เขาเป็นทุกข์น้อยลง เพราะทุกคนต่างก็มีความทุกข์มากมายแต่ไม่เคยได้พูดออกมาเพราะไม่เคยมีใครสักคนรับฟังเขา นักจิตบำบัดก็ต้องรับฟังคนไข้ของพวกเขา แต่นักจิตบำบัดจำนวนมากก็มีความทุกข์อย่างยิ่ง นั่นทำให้คุณภาพในการรับฟังของนักจิตบำบัดไม่ดีเท่าไรนัก

เมื่อเธอฝึกปฏิบัติการฟังด้วยความกรุณา เธอกำลังสร้างพลังแห่งสติด้วยการฟัง เมื่อเธอมองผู้พูดที่กำลังพูดด้วยความโกรธ เห็นว่าเขาเป็นทุกข์มากแค่ไหน มีความทุกข์อยู่ข้างในมากมายเพียงไร เธอจะรู้ว่า ไม่ได้มีเพียงเธอเท่านั้นที่เป็นทุกข์ เธอจะรู้ว่าเขาคนนั้นก็มีความทุกข์อยู่ด้วย เธอไม่พยายามคัดค้านการพูดเหล่านี้ แต่เธอจะฟังด้วยความอาทร ฟังด้วยหัวใจ เราจึงเรียกการฟังเช่นนี้ว่าฟังด้วยความกรุณา การฟังเช่นนี้เพียง ๑ ชั่วโมง เธอจะช่วยให้คนผู้นั้นปลดเปลื้องความทุกข์ลงไปอย่างมหาศาล สามีก็สามารถฟังภรรยาได้ในวิถีทางเช่นนี้เพื่อช่วยให้ภรรยาทุกข์น้อยลง คุณพ่อก็สามารถรับฟังลูกๆ ในวิถีทางเช่นนี้ เพียงฟังเช่นนี้ก็ช่วยบรรเทาทุกข์ของลูกๆ อย่างมาก นี่คือประสบการณ์การฟังที่ช่วยเหลือคู่สมรสมาแล้วมากมาย หลายคนขอบคุณการฝึกปฏิบัตินี้ การฟังอย่างกรุณาและวาจาแห่งรัก


การฝึกปฏิบัติเป็นอย่างนี้ ลูกที่รัก ภรรยาที่รัก เธอที่รัก ฉันรู้ดีว่าในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาฉันทำให้เธอเป็นทุกข์มาก ฉันไม่ได้ช่วยเธอเลย ฉันตอบโต้ และทำให้เธอเป็นทุกข์มากขึ้น ที่รัก ฉันไม่ได้ตั้งใจเลยที่จะทำให้เธอเป็นทุกข์ แต่ฉันไม่เข้าใจความทุกข์ของเธอจึงทำให้เธอเป็นทุกข์มากขึ้นทุกที ฉันขอโทษ ช่วยบอกสิ่งที่อยู่ในใจของเธอให้ฉันได้รับรู้บ้าง เพื่อที่ฉันจะได้ไม่ทำให้เธอเป็นทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อที่คำพูดและการกระทำของฉันจะไม่ก่อทุกข์ให้เธออีก ช่วยฉันเถิด บอกความทุกข์ของเธอ บอกความเศร้าโศกเสียใจของเธอให้ฉันได้เรียนรู้สิ่งเหล่านั้น


สิ่งเหล่านี้เราเรียกว่า วาจาแห่งรัก หากเธอพูดได้เช่นนี้หัวใจของอีกฝ่ายจะเปิดออก เธอใช้เวลาเพียงแค่ ๑-๒ นาทีเท่านั้นที่จะเปิดหัวใจของอีกฝ่ายออกมา และความมหัศจรรย์เกิดขึ้นได้มาแล้วมากมาย คู่สมรส ลูกกับพ่อ สามารถฟื้นคืนความสัมพันธ์ได้ด้วยการฝึกวาจาแห่งรักและการฟังอย่างกรุณา เธอจำเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น เธอต้องการให้อีกฝ่ายเป็นทุกข์น้อยลง สิ่งนี้จะสร้างพลังสติให้กับเธอเพราะอาจมีบางครั้งคำพูดของอีกฝ่ายอาจจะทำให้เธอโกรธ ระแวง สูญเสียความสามารถที่จะรับฟัง แต่พลังแห่งสติจะทำให้เธอผ่านไปได้ สติที่เต็มเปี่ยมด้วยความกรุณาหมายถึงเธอมีแสงสว่างแห่งความกรุณาเต็มเปี่ยมอยู่ในหัวใจ จำไว้ว่า เธอฟังเพื่อสิ่งเดียวเท่านั้น เพื่อบรรเทาทุกข์ ไม่ได้ต้องการตอบโต้ การบอกตัวเองเช่นนี้ช่วยให้เธอรับฟังได้ตลอด ๑ ชั่วโมงนั้นหรือนานกว่านั้น หรือนานเท่าที่อีกฝ่ายต้องการ นี่คือความท้าทายอย่างยิ่ง


ผู้พูดที่มีความทุกข์ท่วมทับมาแสนนาน การใช้วาจาเพื่อจะทำให้อีกฝ่ายเข้าใจและรับฟังได้้จึงท้าทายอย่างยิ่ง เธอบอกทุกสิ่งทุกอย่างได้เท่าที่เธออยากจะบอก แต่อย่าหยาบคาย อย่าก่นด่า อย่าประณาม อย่าใช้วาจาทิ่มแทงทำให้อีกฝ่ายขมขื่น และในขณะที่เธอฟัง เธออาจเห็นได้ว่าเขามีการรับรู้ผิดมากมาย เขาเข้าใจผิด แต่อย่าเพิ่งขัดจังหวะ อย่าพยายามแก้ไข ปล่อยให้สถาการณ์นี้ดำเนินไปก่อน เพราะหากเธอทำเช่นนั้นก็จะกลายเป็นการอภิปราย (debate) แล้วการฝึกปฏิบัติครั้งนี้ก็ล้มเหลว เธอตามลมหายใจเข้าและออก บอกกับกับตัวเองว่า เขาเต็มไปด้วยการรับรู้ผิด เขาได้รับข้อมูลผิด ข่าวสารที่เขาได้รับนั้นผิด แต่ฉันไม่ขัดจังหวะในตอนนี้ ฉันฟังเพื่อให้เขาทุกข์น้อยลงเท่านั้น ฉันจะปล่อยให้เขาพูดแม้มันจะเต็มไปด้วยการเข้าใจผิด ข้อมูลผิดๆ ก็ตาม หากเธอบอกตัวเองเช่นนี้ได้ การฟังอย่างกรุณาก็จะดำเนินต่อไป เราบอกกับตัวเองว่า อีกสัก ๒-๓ วัน ฉันจะให้ข้อมูลใหม่ๆ เพื่อให้เขาเข้าใจให้ถูกต้องแต่ไม่ใช่ขณะนี้ ด้วยปัญญาของเธอเช่นนี้เธอจะสืบต่อการปฏิบัติการฟังอย่างกรุณาได้ลุล่วง


ผู้ฝึกปฏิบัติจำนวนมากเป็นชาวยิวและมุสลิม พวกเรา(ชุมชนหมู่บ้านพลัม) นั่งอยู่กับพวกเขา เพื่อเกื้อกูลสนับสนุน มอบพลังสติและความกรุณาที่สั่งสมไว้ให้กับพวกเขา เราสั่งสมพลังสติ พลังความกรุณา เพื่อมอบให้กับพวกเขาทั้งสองฝ่าย เมื่อได้รับการฟังอย่างลึกซึ้ง เพียงไม่นานเขาก็จะรับรู้ความเป็นจริงได้ว่าฝ่ายตรงข้ามก็เป็นทุกข์มากเช่นกัน เด็กๆ และ ผู้ใหญ่ ที่อยู่อีกฝ่ายหนึ่งก็เต็มไปด้วยความทุกข์ ทันใดนั้นก็จะรับรู้ได้ว่าเราทั้งหมดนี้คือเหยื่อ ก่อนหน้านี้เราคิดว่า มีเพียงเราที่เป็นเหยื่อและเป็นทุกข์ แต่ขณะนี้เธอรู้แล้วว่าอีกฝ่ายก็เป็นตกเป็นเหยื่อและเต็มไปด้วยความทุกข์เช่นกัน เราต่างตกเป็นเหยื่อของความกลัว ความโกรธ ความระแวง ด้วยกัน และจะเห็นว่าอีกฝ่ายก็เป็นมนุษย์เหมือนกับฝ่ายตน เมื่อเธอเห็นความทุกข์ ความเศร้าโศกสิ้นหวัง ของอีกฝ่าย ความโกรธในหัวใจของเธอจะหายไป เธอจะเริ่มมองเขาด้วยสายตาของความกรุณา เพราะเธอเห็นความทุกข์นั้น เธอเข้าใจความทุกข์นั้นแล้ว ฉับพลันเธอจะรู้สึกดีขึ้น เธอไม่โกรธเขาอีกต่อไป เธอจะมองเขาได้ด้วยสายตาแห่งความเข้าใจและเมื่อเขาได้รับการมองด้วยสายตาเช่นนั้น เขาก็จะรู้สึกดีขึ้น ทุกข์น้อยลง ดังนั้นเธอจะรู้ว่าความทุกข์ไม่ใช่เรื่องปัจเจก ความสุขก็ไม่ใช่เรื่องปัจเจกเช่นกัน

การเรียนรู้เช่นนี้ทำได้เช่นกันกับคู่สามี-ภรรยา พ่อแม่-ลูก ความสุขไม่ใช่เรื่องปัจเจก เมื่อคนหนึ่งทุกข์อีกฝ่ายจะเป็นสุขไม่ได้ นี่คือความจริงในทุกๆ ความสัมพันธ์ เมื่อเธอฝึกปฏิบัติการฟังด้วยความกรุณาและวาจาแห่งรัก เธอกำลังบ่มเพาะความเข้าใจและความกรุณา อีกฝ่ายก็บ่มเพาะสิ่งนี้ด้วยและทั้งสองฝ่ายก็จะมีความเข้าใจและความกรุณามากขึ้น ทุกข์น้อยลงด้วยกัน ความเข้าใจนี้ไม่ใช่ความเข้าใจทางการเมือง แต่เป็นความเข้าใจในความทุกข์


สิ่งแรกที่พระพุทธองค์สอนในอริยสัจจ์สี่ ข้อแรกคือ ความทุกข์ ข้อที่สองคือ รากของความทุกข์ เมื่อเรามองเข้าไปที่ความทุกข์ เราจะเห็นธรรมชาติของความทุกข์ เห็นเหตุแห่งทุกข์ เห็นรากของความทุกข์ ซึ่งก็คือความกลัว ความโกรธ นั่นแหละศัตรูที่แท้จริง ศัตรูของเราไม่ใช่ฝ่ายตรงข้าม ศัตรูของเราคือความโกรธ ความกลัวและความระแวง บางครั้งการฝึกในรอบแรกอาจไม่เพียงพอ อาจต้องมีรอบที่สอง รอบที่สาม แต่การฝึกปฏิบัติสัก ๑ สัปดาห์จะช่วยให้ความทุกข์ของทั้งสองฝ่ายลดลงอย่างมาก

ในสัปดาห์ที่สามทั้งสองฝ่ายได้นั่งรับประทานอาหารด้วยกัน เดินสมาธิด้วยกัน นั่งสมาธิด้วยกัน เขาจับมือกันไว้แล้วเดินสมาธิ การฟื้นคืนความสัมพันธ์เป็นไปได้ด้วยการฝึกปฏิบัติที่เรียบง่ายอย่างนี้ ด้วยการฟังอย่างกรุณาและวาจาแห่งรัก 

นี่คือการเรียนรู้จากการฝึกปฏิบัติของนักบวช เราสนับสนุนการจัดกระบวนการให้พูดด้วยสันติภาพ(peace talk)แต่ไม่ใช่การจัดให้พูดเรื่องสันติภาพ เพื่อนๆ สมาชิกของเราที่รู้จักการปฏิบัติจึงพยายามแนะนำให้ทุกๆ ฝ่าย ทุกๆ คนให้เข้ามาอยู่ด้วยกัน มาฝึกปฏิบัติลดความตึงเครียด รับรู้ความทุกข์ที่มีอยู่ แปรเปลี่ยนความทุกข์นั้น บางครั้งกระบวนการเพื่อให้เกิดการพูดอย่างมีสันติภาพนี้ อาจสำเร็จได้ด้วยการฝึกปฏิบัติผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์ (นอนสมาธิ) ด้วยการตามลมหายใจอย่างมีสติ เดินอย่างมีสติ เพื่อจะยอมรับความตึงเครียดในร่างกาย ยอมรับความกลัว ความโกรธ ความระแวงสงสัยที่มีอยู่ และแปรเปลี่ยน เพื่อให้เราพูดจาต่อกันในด้านดีมากขึ้น ทั้งหมดนี้เราเรียนรู้ด้วยคำสอนทางพุทธและยังคงใช้การได้ดี


ในวันสุดท้ายของสัปดาห์ที่สาม ทั้งสองฝ่ายคือชาวปาเลสไตน์และอิสราเอลรวมเข้าด้วยกันเป็นกลุ่มเดียวและรายงานต่อสังฆะใหญ่ (ทุกๆ คนที่อยู่ด้วยกัน) ถึงความสำเร็จและแนวทางที่จะสืบต่อการปฏิบัติ เขาแจ้งให้พวกเราทราบว่าเมื่อเขากลับไปยังตะวันออกกลางเขาจะพยายามแนะนำวิธีการเหล่านี้ให้กับเพื่อนๆชาวปาเลสไตน์และอิสราเอลให้รับทราบการปฏิบัตินี้ เขาจะฝึกปฏิบัติเพื่อจะทุกข์น้อยลง


เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เราเพิ่งเสร็จสิ้นงานภาวนาที่เยรูซาเล็ม มีคนหนุ่มสาวมากมายเข้าร่วมงานภาวนา เขานั่งด้วยกัน เดินด้วยกัน กินด้วยกัน นั่นทำให้เรารู้ว่า สันติภาพเป็นไปได้จริง (peace is possible)