บ้านคือหนทาง PDF Print

บ้านคือหนทาง
จดหมายวันคริสต์มาสจากหลวงปู่ติช นัท ฮันห์
วันศุกร์ที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕


บ้านคือหนทาง
คริสต์มาสเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนจะได้กลับบ้านและกลับไปหาครอบครัว ไม่ว่าพวกเราจะอยู่ที่ไหน เราก็จะพยายามหาทางกลับมาอยู่กับครอบครัวของเรา กลับมาบ้านของเราให้ได้ เทศกาลคริสต์มาสในประเทศทางตะวันตกคล้ายกับเทศกาลเต๊ด ในประเทศเวียตนาม เราจะตกแต่งบ้านของเราให้อบอุ่น เพราะเราต่างอยากมีบ้านที่น่าอยู่ บ้านที่อยู่แล้วรู้สึกสบายใจ รู้สึกว่าเราไม่ต้องไปที่ไหนอีกแล้ว ไม่ต้องขวนขวาย อะไรไปมากกว่านี้ นี่คือบ้านที่เราเรียกว่า “บ้านอันแท้จริง” เราทุกคนต่างปรารถนาที่จะมีบ้านอันแท้จริงแบบนี้ 

การค้นหาบ้านอันแท้จริง
เมื่อพระเยซูประสูติ พระองค์ทรงต้องระหกระเหินและเป็นผู้ลี้ภัยไม่มีบ้านในทันที เมื่อครั้นพระองค์เจริญพระชนม์เป็นหนุ่ม สถานการณ์ก็ยังเหมือนเดิม คือพระองค์ทรงต้องใช้ชีวิตรอนแรมไป ไม่มีบ้านอันแท้จริงที่พระองค์จะกลับไปได้ พระเยซูทรงเคยเปรียบเปรยไว้ว่า นกนั้นยังมีรัง กระต่ายหรือกระรอกยังมีโพลงเป็นบ้าน แต่เพราะองค์ซึ่งเป็นบุตรของมนุษย์ กลับไม่มีที่พักอาศัยที่เรียกได้ว่าบ้าน

เจ้าชายสิทธัตถะในวัยหนุ่มก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายคลึงกัน ถึงแม้พระองค์จะเกิดและเติบโตในราชวงศ์ที่ร่ำรวยและมีอำนาจ พระองค์สามารถมีทุกอย่างได้ตามปรารถนา มีพระมเหสีที่ทรงสิริโฉมและพระโอรสที่น่ารัก มีอนาคตที่สดใสรออยู่ภายหน้า จะได้เป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ พระองค์กลับมิได้รู้สึกสุขใจกับสิ่งเหล่านี้ พระองค์มิได้พบสันติสุขในสิ่งเหล่านี้เลย วันหนึ่งพระองค์จึงตัดสินพระทัยที่จะจากครอบครัวและอาณาจักรของพระองค์ไป เพื่อค้นหาบ้านอันแท้จริง ค้นหาสันติสุขในใจของพระองค์เอง

ทั้งพระเยซูและเจ้าชายสิทธัตถะพยายามค้นหาบ้านอันแท้จริงของตนเอง ทั้งสองพระองค์อยากพบกับถิ่นฐานอันมั่นคง ที่จะทำให้ตนเองรู้สึกไม่ต้องแสวงหาอะไรอีกต่อไปและทำให้รู้สึกสบายและสงบอย่างแท้จริง  ชาวตะวันตกมีคำพูดว่า ไม่มีที่ใดจะสุขใจเหมือนที่บ้าน ประโยคนี้แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกว่า ไม่มีอะไรวิเศษไปกว่าการได้กลับมาบ้าน หลังจากที่จากไปนาน ทว่าเราบางคนก็ยังรู้สึกไร้บ้านและโดดเดี่ยว แม้จะอยู่กับครอบครัวก็ตาม นั่นเป็นเพราะว่าครอบครัวของเรา ยังไม่มีความอบอุ่น ความรัก ความสงบหรือความสันติสุขมากเพียงพอ เราบางคนมีบ้านเกิด อาศัยอยู่ในแผ่นดินที่เราเกิด แต่ก็ยังอยากย้ายถิ่นไปที่อื่น เพราะเราไม่ได้รู้สึกว่าที่ๆเราเกิดเป็นบ้านของเราเลย ชาวยิวบางกลุ่มก็ยังรู้สึกว่าพวกเขาไม่มีบ้านเกิด พวกเขาได้ใช้เวลาเป็นพันๆปีเพื่อค้นหาบ้านเกิดอันแท้จริงของเขา เพื่อที่พวกเขาจะได้มีผืนดินสักผืนที่จะเรียกว่า “บ้าน”ได้ แม้กระทั่งทุกวันนี้ พวกเขาก็ยังหาบ้านที่แท้จริงของตนเองแห่งนั้นไม่พบ 
พวกเราชาวฝรั่งเศส อเมริกัน อังกฤษและเวียตนาม ล้วนมีประเทศที่เราสามารถเรียกว่าเป็นบ้านเกิดของเราได้ แต่อย่างไรก็ตามเราก็ยังไม่พึงพอใจและบางคนถึงขนาดอพยพออกจากประเทศไป นี่เป็นเพราะเรายังไม่ได้พบบ้านอันแท้จริงในจิตใจของเราเอง ในเทศกาลคริสต์มาสนี้ เราอาจหาซื้อต้นคริสต์มาสมาตกแต่งบ้านของเรา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราได้ค้นพบบ้านอันแท้จริงของเราแล้ว หรือว่าเรารู้สึกอบอุ่นที่ได้อาศัยอยู่ในแผ่นดินเกิดของเรา เพราะบ้านอันแท้จริงนั้นต้องเปี่ยมไปด้วยความรัก ความอบอุ่นและความพอใจ 

ไม่มีที่ใดเหมือน “บ้าน” อีกแล้ว

บ้านอันแท้จริงของเรา

ในที่สุดพระเยซูทรงค้นพบบ้านที่แท้จริงในจิตใจของพระองค์เอง พระองค์ทรงค้นพบแสงสว่างในใจของตนเอง พระองค์จึงสอนเหล่าสาวกของพระองค์ว่าพวกเขาก็มีแสงสว่างอยู่ในตนเองเช่นกัน และสอนให้เหล่าสาวกนำแสงสว่างในตนเองออกมาเพื่อมอบความสว่างไสวให้ผู้อื่นด้วย 
พระพุทธเจ้าทรงสอนเหล่าสาวกของพระองค์ว่า บ้านที่แท้จริงของพวกเรานั้นอยู่ในปัจจุบันขณะ และทรงสนับสนุนให้เหล่าสาวกฝึกปฏิบัติที่จะอยู่กับปัจจุบัน เพื่อพวกเขาจะได้กลับมาพบกับบ้านที่แท้จริงของตน
พระพุทธองค์ทรงสอนว่าเราทุกคนนั้นมี “เกาะ”ที่สุขสงบและปลอดภัยอยู่ในตัวเอง หากเรารู้จักหนทางที่จะกลับไปสู่ “เกาะ”แห่งนี้ เราก็จะสามารถสัมผัสถึงความมหัศจรรย์ของชีวิตของเรา ตัวของเราและแม้กระทั่งบรรพบุรุษทางสายเลือดและทางจิตวิญญาณในตัวของเราได้อย่างเต็มที่ “เกาะ”แห่งนี้เป็นที่ๆเราสามารถหาความอิ่มใจและสันติสุขได้ 
พระพุทธองค์ทรงค้นพบบ้านอันแท้จริงของพระองค์และปรารถนาที่จะให้ทุกคนสามารถที่จะกลับมาสู่บ้านที่แท้จริงของตนเองเช่นกัน เมื่อพระองค์ทรงพระชนมายุ ๘๐ พรรษา และเห็นว่าพระองค์เองนั้นจะต้องละสังขารจากไป พระองค์ทรงรู้สึกเมตตาเหล่าสาวกและพระสหายของพระองค์เป็นอย่างมาก เพราะพระองค์ทรงเห็นว่า พวกเขาหลายคนยังไม่ได้ค้นพบบ้านที่แท้จริงของตนเอง และเมื่อพระองค์จากไปพวกเขาเหล่านั้นจะรู้สึกโดดเดี่ยวและเป็นทุกข์ ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเข้าพรรษาพอดี พระพุทธองค์ทรงจำพรรษาอยู่ใกล้นครไพสาลี ทางเหนือของแม่น้ำคงคา ทรงประชวรหนักระหว่างพรรษานั้น พระอานนท์ซึ่งเป็นพุทธอุปัฏฐาก เห็นเช่นนั้นก็รู้ว่า พระอาจารย์ของตนคงจะจากไปในไม่ช้า รู้สึกใจเสียจึงหลบเข้าไปในป่าเพื่อร่ำไห้ แต่พระพุทธองค์สามารถใช้กำลังสมาธิของพระองค์ชะลอความเจ็บป่วยลงได้และมีชีวิตอยู่ต่ออีกหลายสัปดาห์ เพื่อที่จะเดินทางกลับกรุงกบิลพัสดุ์ และเสด็จสวรรคตอย่างสงบที่บ้านเกิดของพระองค์

เกาะในเรือนใจ

เมื่อสิ้นสุดการจำพรรษา พระพุทธองค์ทรงเดินทางเข้าไปในนครไพสาลีเพื่อเยี่ยมเหล่าสาวก ภิกษุ ภิกษุณี และฆราวาสในสังฆะ ไม่ว่าพระองค์จะทรงพระดำเนินไปแห่งใดก็ตาม จะทรงบรรยายธรรมประมาณ ๕-๗ นาที เป็นเหมือนธรรมะบรรยายขนาดย่อม และมีมักมีเนื้อหาเกี่ยวกับ “บ้านอันแท้จริง”เพราะพระองค์ทรงเห็นว่าถ้าพระองค์ทรงจากโลกนี้ไปแล้ว ลูกศิษย์อีกหลายๆคนคงต้องตกอยู่ในความทุกข์และความเศร้าโศกเสียใจเป็นแน่ พระองค์จึงทรงตรัสสอนเหล่าสาวกว่าพวกเขาทุกคนล้วนมีที่พึ่งพิงในใจ ที่พวกเขาสามารถกลับมาหาความสงบและการเยียวยาได้ และพวกเขาไม่ควรไปยึดเอาสิ่งอื่นใดภายนอกเป็นที่พึ่งพิง 
เช่นเดียวกัน เราก็ควรกลับมาพึ่งพิงเกาะภายในใจของเราเอง และไม่ควรยึดเหนี่ยวจิตใจไว้กับคนอื่นหรือสิ่งของอื่นใด “เกาะในเรือนใจ”ของเรานั้นเรียกอีกอย่างว่าธรรมะนั่นเอง ที่นั่นจะเป็นที่ที่เราสามารถพบสันติและความร่มเย็น สัมผัสถึงรากเหง้าและบรรพบุรุษในตัวของเราเองได้ นี่คือบ้านอันแท้จริงของเรา “เกาะในเรือนใจ”ที่มีแสงแห่งธรรมหล่อเลี้ยงอยู่ เมื่อเรากลับมา เราจะพบแสงสว่าง สันติสุขและความปลอดภัย เราจะถูกปกป้องจากความมืดดำทั้งปวง เกาะของเราเป็นที่ปลอดภัยสำหรับหลบภัยจากคลื่นพายุที่สามารถพัดพาเราไปได้ การเข้าพึ่งเกาะภายในใจของตัวเราเองนี้จึงเป็นการฝึกปฏิบัติที่สำคัญมาก 
ที่หมู่บ้านพลัมเรามีเพลงๆหนึ่งชื่อ “เกาะของฉัน”เนื้อหาของเพลงนี้ก็เกี่ยวกับการฝึกหาที่พึ่งพิงในใจของเราเอง หากเรายังรู้สึกว่าเรายังไม่มีบ้านที่แท้จริง เรายังไม่สามารถเรียกที่ไหนว่าบ้านได้ เรายังไม่เคยกลับมาบ้านอย่างแท้จริง เรายังค้นหาบ้านเกิดของเราอยู่หรือเรายังรู้สึกโดดเดี่ยวและหลงทาง การฝึกปฏิบัตินี้ก็เหมาะสมกับเรา และเพลงนี้ก็จะช่วยเตือนให้เรากลับมาพึ่งพิงเกาะภายในใจของเราเอง 
บ้านที่มั่นคงหลังนั้นที่เราพยายามค้นหาก็คือเกาะในเรือนใจของเราเอง คือพระธรรม ณ ที่นั่นเราจะค้นพบสันติสุขและความปลอดภัย เราจะค้นพบรากเหง้าและบรรพบุรุษที่อยู่ในตัวเรา

เข้าพึ่งการฝึกปฏิบัติ

ในช่วงศตวรรษที่ ๔-๕ ธรรมะบรรยายขนาดย่อมของพระพุทธองค์ถูกแปลเป็นภาษาจีน วลีที่ว่า “เกาะภายในใจ” ถูกแปลเป็น “ตูเชา” ตูคือตนเองและเชาคือเกาะ “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ เป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง จงมีธรรมเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง อยู่เถิด” นี่คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ๑ เดือน ก่อนที่พระองค์จะจากไป หากเราเป็นญาติธรรมกับพระพุทธเจ้าหรือถือว่าเราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธองค์อย่างแท้จริงแล้ว เราก็ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของพระองค์ ไม่พยายามค้นหาบ้านเกิด หรือบ้านอันแท้จริงของเราในทางโลก แต่กลับมาค้นหาบ้านอันแท้จริงหลังนี้ในตัวเราเอง ในเรือนใจของเราเอง นั่นคือที่ๆเราจะพบทุกอย่างที่เราต้องการ เมื่อเราอยู่ที่นั่นเราจะสัมผัสได้ถึงความเกี่ยวเนื่องระหว่างเราและบรรพบุรุษทางสายเลือดและจิตวิญญาณของเรา สัมผัสได้ถึงรากเหง้าของตัวเรา เมื่อเราอยู่ที่นั่นเราจึงรู้สึกมั่นคงและสงบอย่างแท้จริง เมื่อเราอยู่ที่นั่นเราจะมองเห็นแสงแห่งปัญญา จงกลับมาพึ่งพิงเกาะในเรือนใจของตนเอง เกาะแห่งพระธรรมนี้เถิด อย่าได้เข้าพึ่งหรือยึดเหนี่ยวตนเองไว้กับสิ่งอื่นหรือคนอื่นเลยแม้กระทั่งหลวงปู่เอง 
ความรักของพระพุทธองค์นั้นยิ่งใหญ่ พระองค์รู้ได้ว่าจะต้องมีลูกศิษย์หลายคนที่จะต้องจมอยู่กับความสูญเสียและไร้ที่พึ่งหลังจากพระองค์จากไปแล้ว จึงทรงเตือนทุกคนว่าร่างกายของพระองค์นั้นมิได้ตั้งอยู่ตลอดกาล ไม่ใช่ที่มั่นคงสำหรับพึ่งพิง แต่ทรงชี้ทางให้พวกเราว่าที่ๆเหมาะสมที่สุดที่จะเป็นที่พึ่งพิงของเรานั้นคือเกาะภายในเรือนใจของเราเอง เกาะนี้จะอยู่กับเราเสมอ เราจึงไม่จำเป็นต้องเดินทางด้วยเครื่องบิน รถไฟหรือรถโดยสารเพื่อไปที่นั่นเลย เพียงแค่เราหายใจหรือเดินอย่างมีสติ เราก็อยู่ที่นั่นแล้ว เกาะแห่งนี้เป็นที่พึ่งพิงของเราอันแท้จริง เกาะแห่งนี้คือการฝึกใช้พระธรรมนั่นเอง 

ในเทศกาลคริสต์มาสนี้หากเธอซื้อต้นคริสต์มาสมาตกแต่งบ้าน อย่าลืมเตือนตนเองว่า “บ้านอันแท้จริง”ของเธอนั้นมิได้อยู่ที่ไหนภายนอก หากแต่อยู่ภายในใจของเธอเอง เราไม่จำเป็นจะต้องเอาอะไรมาใส่ในบ้านเราเพื่อให้เกิดความอุ่นใจอีกต่อไป เรามีทุกอย่างที่เราต้องการแล้วภายในใจ เราไม่ต้องฝึกเป็นเวลาหลายปีหรือเดินทางเพื่อหาทางกลับบ้านเป็นระยะทางไกลๆ หากเพียงเรารู้จักที่จะฝึกสติและสมาธิด้วยลมหายใจแต่ละครั้ง ด้วยก้าวย่างแต่ละก้าว เราก็ได้กลับบ้านแล้ว บ้านที่แท้จริงของเราไม่ใช่สถานที่ที่สามารถพลัดพรากจากเราไปได้ตามระยะทางหรือกาลเวลา ไม่ใช่สิ่งของที่หาซื้อได้ บ้านที่แท้จริงของเรามีอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ หากแต่เพียงเรารู้จักที่จะกลับไปและอยู่ที่นั่นอย่างแท้จริง 

บ้านในปัจจุบันขณะ 

เมื่อวันก่อนหลวงปู่ได้พิจารณาถึงข้อความที่ควรส่งถึงเพื่อนและลูกศิษย์ที่อยู่ต่างแดนเพื่อพวกเขาจะได้ฝึกปฏิบัติได้ต่อไป และเพื่อที่พวกเขาจะสามารถเป็นดั่งพระเยซูหรือพระพุทธเจ้าได้ หลวงปู่จึงลงมือเขียนตัวหนังสือด้วยพู่กันนี้ขึ้น : “ไม่มีหนทางใดนำเราไปสู่บ้าน บ้านนั่นหละคือหนทาง” 

หนทางและจุดหมายมิใช่สองสิ่งที่แตกต่างกัน ไม่มีเส้นทางไหน พาเรากลับบ้านได้ เพราะ บ้านคือหนทาง เมื่อเราเริ่มก้าวย่างไปบนเส้นทางนี้แล้ว เราก็ได้กลับบ้านในทันที นี่คือการฝึกปฎิบัติในวิถีของหมู่บ้านพลัม เช่นเดียวกัน “ไม่มีหนทางใด นำเราไปสู่ความสุข ความสุขนั่นหละคือหนทาง” ไม่นานมานี้หลวงปู่ได้แบ่งปันในธรรมะบรรยายไว้อีกว่า “ไม่มีหนทางใดนำเราไปสู่นิพพาน นิพพานนั่นหละคือหนทาง” การหายใจทุกครั้งและการก้าวย่างทุกก้าวสามารถนำเรากลับมาสู่บ้านที่แท้จริงของเราได้ ณที่นี่และเดี๋ยวนี้ นี่คือหัวใจของการฝึกปฏิบัติในวิถีหมู่บ้านพลัม นี่คือข้อความที่หลวงปู่อยากส่งถึง เพื่อนๆและลูกศิษย์ในเทศกาลคริสต์มาสนี้ หากเธอจะส่งข้อความอวยพรวันคริสต์มาสหรือปีใหม่ให้กับเพื่อนๆและคนที่เธอรัก เธอก็สามารถแบ่งปันข้อความนี้ให้กับพวกเขาได้ด้วย หากเธอฝึกปฏิบัติอย่างลึกซึ้ง ข้อความนี้ก็จะมีความหมายที่ลึกซึ้งต่อคนที่ได้รับ แต่หากเธอไม่ได้ฝึกปฏิบัติอย่างลึกซึ้งข้อความนี้จะมีความหมายเพียงน้อยนิดเท่านั้นเอง

ขอให้พวกเราได้เบิกบานกับการฝึกที่จะกลับมาสู่บ้านในเทศกาลนี้ ขอให้พวกเราได้กลับมาสู่บ้านในใจของตนเองและเป็นบ้านให้กับเพื่อนๆและคนที่เรารัก 

ด้วยรักและเชื่อมั่น
หลวงปู่

alt