คุณครูผู้เป็นสุข PDF Print

คุณครูผู้เป็นสุข

๕ เมษายน ๒๕๕๖
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา


คุณครูผู้เป็นสุข


ครูที่ดีคือ ผู้ที่รู้จักตนเองและสามารถกลับมาดูแลตัวเองได้ก่อนที่จะดูแลคนอื่นๆ พระธรรมาจารย์ก็เช่นเดียวกัน พระธรรมาจารย์ก็เป็นครูประเภทหนึ่ง เขาต้องเรียนรู้ที่จะกลับมาดูแลตัวเอง เรียนรู้ที่จะกลับมาดูแลความทุกข์ของตนเอง รู้วิธีสร้างความสุขสำหรับตนเอง ก่อนที่จะไปดูแลคนอื่น ก่อนที่จะสอนคนอื่น เรียนรู้ที่จะลับบ้านของตัวเอง ดูแลตัวเอง


บุคคลสร้างขึ้นด้วยองค์ประกอบ๕ประการ คือ ร่างกาย ความรู้สึก การรับรู้ จิตปรุงแต่ง และวิญญาณ การฝึกปฏิบัติเจริญสติ คือการตระหนักรู้องค์ประกอบทั้งห้านี้ ทำให้องค์ประกอบทั้ง๕ นี้ดีขึ้น เมื่อครูมีความเคร่งตึง เจ็บปวดในร่างกาย เขาควรเรียนรู้ที่จะจะปลดปล่อยความเจ็บปวด ความเครียด ความเคร่งตึงนั้น  การฝึกปฏิบัติจะช่วยให้เราปลดปล่อยความตึงในร่างกายในจิตใจ ปลดปล่อยความเจ็บปวดในร่างกายและจิตใจ  คุณครูที่ดีควรเรียนรู้ศิลปะแห่งการผ่อนคลาย เรียนรู้ที่จะปลดปล่อยความเคร่งตึงด้วยการผ่อนคลายในอิริยาบถทั้งสี่คือ ยืน เดิน นั่ง นอน เพื่อที่เราจะนำความสงบสุขมาสู่ร่างกายของเรา ฟื้นคืนร่างกายของเรา


ครูควรจะเรียนรู้วิธีการดูแลความรู้สึกที่เกิดขึ้นในจิตใจ เมื่อมีความรู้สึกเจ็บปวดเกิดขึ้น ครูเรียนรู้วิธีที่จะตระหนักรู้ความเจ็บปวดนั้น “หายใจเข้า ฉันรู้ว่ามีความเจ็บปวดในตัวฉัน ฉันรู้ว่า ฉันกำลังโกรธ กำลังกลัว เกิดความเศร้า ความเหงา ความสิ้นหวัง” ครูที่ดีจะเรียนรู้ว่าสิ่งนั้นกำลังเกิดขึ้น โอบรับความรู้สึกนั้นเหมือนกับแม่ที่กำลังโอบกอดลูกน้อย ครูที่ดีจะไม่กดความรู้สึกนั้นไว้ หรือกลบเกลื่อนความรู้สึก แสร้งว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่ เราสร้างพลังแห่งสติเพื่อจะยอมรับสิ่งนั้น ยอมรับความรู้สึกนั้น โอบกอดความรู้สึกนั้นได้อย่างอ่อนโยน ไม่มีการต่อสู้ แต่จะโอบกอดเหมือนแม่ที่โอบกอดลูกน้อย หายใจอย่างมีสติ เดินอย่างมีสติ โอบกอดอย่างมีสติด้วยความอ่อนโยน หากทำได้เธอจะเจ็บปวดน้อยลง หากเธอเรียนรู้ที่จะดูแลสิ่งนี้ในตัวของเธอได้ เธอก็จะช่วยเหลือเด็กๆ ลูกศิษย์ของเธอได้มาก เพื่อให้ความทุกข์น้อยลง แม้ลูกศิษย์อาจจะอายุน้อย แต่เขาก็มีความทุกข์อยู่ ถ้าคุณครูเรียนรู้ที่จะกลับมารับมือกับความเจ็บปวดของตัวเอง คุณครูก็จะมีความสามารถที่จะสอนและช่วยลูกศิษย์เพื่อดูแลความเจ็บปวด และ อารมณ์รุนแรงได้


พายุอารมณ์

คนหนุ่มสาวสมัยนี้มีความทุกข์มหาศาล เขามีความกลัว ความโกรธ ความสิ้นหวัง และเขาไม่รู้จักวิธีที่จะรับมือกับความทุกข์เหล่านั้นเขา จึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย เขาเข้าใจว่าการฆ่าตัวตายคือการหยุดความทุกข์ทั้งหมดที่มีอยู่ คนหนุ่มสาวจำนวนมากหยิบปืนขึ้นมาฆ่าครู ฆ่าเพื่อนร่วมห้อง เพราะไม่รู้วิธีที่จะดูแลอารมณ์รุนแรง ไม่รู้วิธีดูแลความทุกข์ นี่คือเหตุผลว่าทำไมพ่อแม่ คุณครู จึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ความทุกข์ เรียนรู้อารมณ์รุนแรงในตัวเอง เพื่อจะช่วยลูกของเรา ช่วยลูกศิษย์ของเรา เมื่อเราฟื้นฟูความสงบ ความสุขในตัวของเราได้  เราก็จะเป็นคนที่มีคุณภาพเพียงพอที่จะสอนให้ผู้อื่นทำเช่นนั้น


อารมณ์รุนแรงนั้นเหมือนพายุ เมื่ออารมณ์รุนแรงเกิดขึ้นเราต้องตระหนักรู้และฝึกปฏิบัติในทันที แทนที่จะคิดสืบเนื่องในอารมณ์รุนแรงนั้นเราควรจะกลับมาตระหนักรู้และฝึกปฏิบัติทันที เรากลับมาตามลมหายใจกับท้องของเรา เรานั่งตัวตรง หรือนอนลง หายใจเข้าตระหนักรู้ถึงท้องที่พองขึ้น หายใจออกตระหนักรู้ถึงท้องที่แฟบลง นี่เป็นสิ่งสำคัญมาก เราจะต้องหยุดคิดสิ่งที่วุ่นอยู่ในสมอง นำจิตมาอยู่ที่ท้อง หายใจเข้าอย่างลึกซึ้ง รับรู้ถึงท้องกำลังพองขึ้น หายใจออกอย่างลึกซึ้ง ตระหนักรู้ว่าท้องกำลังแฟบลง การฝึกปฏิบัตินี้เรียบง่ายมาก เพียงตระหนักรู้ท้องที่พองขึ้น และ แฟบลง หยุดคิดอย่างสิ้นเชิง เธอจะระลึกด้วยปัญญารู้แจ้งว่า อารมณ์ก็เป็นเพียงอารมณ์ เป็นบางสิ่งบางอย่างที่ไม่จีรังยั่งยืน มันมา อยู่สักครู่ แล้วก็จากไป เราเป็นอะไรที่มากกว่าอารมณ์เพียงอารมณ์นั้น ทำไมเราจึงต้องฆ่าตัวตายเพื่ออารมณ์นั้นเล่า เขตแดนแห่งตัวเรานั้นกว้างใหญ่มาก เราเป็นมากกว่าอารมณ์นั้น อารมณ์ก็เป็นเพียงอารมณ์เท่านั้น ไม่จีรังยั่งยืน อารมณ์นั้นอาจจะหายไปใน 3 นาที 4 นาที หรือ 10 นาที แต่เธออย่ารอจนกระทั่งเกิดอารมณ์รุนแรงแล้วค่อยฝึกปฏิบัติ เราต้องเริ่มฝึกปฏิบัติเลย เมื่อฝึกสัก 2-3 สัปดาห์ ก็จะเกิดความเคยชินในการตามลมหายใจ เมื่ออารมณ์รุนแรงนั้นเกิดขึ้น เรารู้ว่าเราจะทำอย่างไร นี่เป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะรอดพ้นจากอารมณ์รุนแรง เราไม่ต้องตายไปกับอารมณ์รุนแรงเพียงอารมณ์นั้น และเมื่อเราสามารถหลุดรอดจากอารมณ์รุนแรงนั้นได้สักครั้ง เราก็จะมีความเชื่อมั่น ศรัทธา ว่าเราจะสามารถรับมือกับอารมณ์รุนแรงของเราได้ มีชีวิตรอดได้  เมื่ออารมณ์นั้นกลับมาอีก เรารู้ว่าเราจะปฏิบัติอย่างไร


หากลูกของเรามีอารมณ์แบบนี้ แม้เขาจะมีอายุน้อยๆ เพียง5-6  ขวบ เธอก็สอนได้แล้ว ลูกรัก เรามาจับมือกัน เรามาหายใจด้วยกันนะ เรามาหายใจที่ท้องด้วยกันนะ ในขณะที่เราจับมือกับลูก ส่งพลังแห่งสติของเราผ่านมือนั้นไปยังลูก ช่วยให้เขาระลึกถึงลมหายใจที่ผ่านท้องของเขาได้ และครูก็สามารถนำสิ่งนี้เข้าสู่ห้องเรียน ให้ลูกศิษย์ได้ผ่อนคลาย ปลดปล่อยความเครียด อารมณ์รุนแรง ความกดดัน เมื่อครูมีความสามารถจัดการกับอารมณ์รุนแรงของตัวเองได้ ก็จะสอนเด็กๆ ให้ดูแลอารมณ์รุนแรงได้ ครูที่สามารถสร้างชั่วขณะแห่งความสุขได้ ก็จะสอนให้ลูกศิษย์สร้างความสุขได้เช่นกัน ความสุขนั้นเกิดได้ทันที ณ ที่นี่ ขณะนี้ ในปัจจุบันขณะ การฝึกสติจะช่วยให้เราตระหนักในเงื่อนไขแห่งความสุขที่อยู่ตรงนี้ที่มีให้กับเรา หากเรามีสติเราจะรู้ว่ามีเงื่อนไขแห่งความสุขมากมาย มากกว่าที่เราต้องการเสียอีก


เงื่อนไขแห่งความสุข

หายใจเข้า ฉันตระหนักรู้ถึงดวงตาของฉัน

หายใจออก ฉันยิ้มให้กับดวงตา ฉันรู้ว่าดวงตาของฉันยังใช้การได้ดี


หากเราตระหนักรู้ว่าเรายังมีดวงตาที่ยังใช้การได้ดี ก็เป็นเงื่อนไขที่ทำให้เรามีความสุขได้แล้ว หากเราตาบอด เราไม่อาจเห็นฟ้าสีคราม ไม่เห็นดอกไม้สดสวย ไม่เห็นใบหน้าของลูกๆ ขณะนี้เรามีสรวงสวรรค์แห่งรูปทรง สีสัน อยู่ตรงนี้แล้ว เพียงลืมตาขึ้นเท่านั้นเราก็สัมผัสกับสรวงสวรรค์แห่งรูปร่าง สีสันแล้ว หากเราตาบอด สรวงสวรรค์ก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้นกับเราอีกต่อไป  สติช่วยให้เราตระหนักรู้ถึงเงื่อนไขที่จะทำให้เรามีความสุข และเราจะพบว่าเรามีเงื่อนไขต่างๆ มากมายในตัวของเรา และอยู่รอบๆ ตัวของเรา


หายใจเข้า ฉันตระหนักรู้ถึงหัวใจของฉัน

หายใจออก ฉันยิ้ม รับรู้ว่าหัวใจยังคงทำงานได้ดี


มีผู้คนมากมายที่หัวใจไม่สามารถทำงานได้ดีเช่นนี้ เขาเสี่ยงที่จะหัวใจวาย เขาเหล่านั้นมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะขอให้หัวใจของเขากลับมามีสภาพดีอีกครั้งเหมือนกับพวกเรา และเมื่อเราหายใจอีกครั้ง เราก็จะตระหนักรู้อีกครั้งในเงื่อนไขแห่งความสุขอื่นๆ อีก


เมื่อเราเดิน และ เราตระหนักรู้ว่าเรายังคงมีขา มีฝ่าเท้าที่แข็งแรงที่จะก้าวเดิน  วิ่ง กระโดด ได้ นี่ก็คือการตระหนักรู้ที่จะทำให้เราตระหนักรู้ถึงเงื่อนไขแห่งความสุข นอกจากนี้รอบๆ ตัวของเราก็ยังเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่จะทำให้เรามีความสุข เรามีอากาศสะอาดเพียงพอที่จะหายใจได้อย่างสบายๆ  มีนกหลายชนิดที่ยังอยู่กับเราตรงนั้น สติคือแหล่งของความสุข เราสามารถสร้างความสุขได้เสมอ ทุกที่ ทุกเวลาที่เราต้องการ หากคุณครูสามารถดูแลบาดแผล ความเจ็บปวดทางความรู้สึก ความเจ็บปวดทางอารมณ์ รู้วิธีที่จะหล่อเลี้ยงความสุข ให้กับตนเอง เธอก็จะสร้างความสุขให้กับตัวเองและคนอื่นๆ ได้ เมื่อครูมีความสุข สงบ เบิกบานเพียงพอ ก็จะช่วยให้คนอื่นๆ ทำเช่นนั้นได้เช่นกัน ความสงบสุข ความสุข นั้นเธอจะต้องสร้างให้เกิดขึ้นในตัวเธอก่อนเสมอ ก่อนที่เธอจะไปสร้างความสุขให้กับคนอื่นๆ สอนคนอื่นๆ ครูที่ดีจะสามารถดูแลตัวเอง สมาชิกในครอบครัว เป็นพื้นฐานอันมั่นคง ก่อนที่จะออกไปสร้างความสุขในโรงเรียน ถ้าเธอเป็นคนที่ปฏิบัติได้ดี ช่วยสมาชิกในครอบครัวได้ เธอก็จะออกไปเพื่อช่วยให้คนอื่นมีความสุขได้ คุณครูที่มีความสุขคือเงื่อนไขที่จะทำให้เด็กๆ และคนหนุ่มสาวพบกับความสุขสงบ


ด้วยประสบการณ์ที่ครูสามารถดูแลความทุกข์ของตนเอง ครูจึงตระหนักรู้ความทุกข์ในห้องเรียน ตระหนักถึงความทุกข์ในตัวเด็กๆ บางครั้งเป็นเรื่องยากที่เด็กๆ จะตระหนักรู้อารมณ์รุนแรงที่ประทุขึ้นในตัวของเขา  เราควรรู้ว่าบางครั้งเด็กๆ ก็ดูแลตัวเองได้ยาก การที่ครูจะช่วยให้เขาดูแลอารมณ์รุนแรงภายในตัวเอง ดูแลความโกรธ ความกลัว ครูต้องเรียนรู้ที่จะมองอย่างลึกซึ้ง เด็กๆ เหล่านั้นอาจมาจากครอบครัวที่ทุกข์ยาก ถ้าในครอบครัวของเขามีคุณพ่อที่มีความสุข คุณแม่ก็มีความสุข เด็กๆ ก็คงไม่ได้เป็นแบบนี้ เขาคือเหยื่อของความทุกข์ เขาเป็นเหยื่อที่ตกทอดมาจากความทุกข์ของพ่อแม่ เมื่อเราเห็นเช่นนี้เราจะไม่โกรธเด็กที่ดื้อรั้นและอารมณ์รุนแรง เรารู้ว่าเขาคือเหยื่อของสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง แล้วความกรุณาก็จะบังเกิดขึ้น ครูจะไม่โกรธเด็กคนนั้นอีกต่อไป หยุดการลงโทษ แต่จะทำบางสิ่งบางอย่างที่ช่วยให้เด็กทุกข์น้อยลง ถ้าครูมีความเข้าใจมีความกรุณาในหัวใจ หากครูเข้าใจความทุกข์ของตนเอง ก็จะเห็นความทุกข์ของผู้อื่น มีความกรุณาต่อผู้อื่น และช่วยเหลือได้


ครูอาจจะนั่งลงคุยกับลูกศิษย์ถึงความทุกข์ที่มีอยู่ไถ่ถามเกี่ยวกับชีวิต หากครูสามารถที่จะฟังอย่างกรุณาก็จะช่วยนักเรียนให้ทุกข์น้อยลง บางทีจนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครเคยเข้าใจความทุกข์ของเด็กคนนั้น พ่อ แม่ ยุ่งเหลือเกิน ไม่เคยมีเวลานั่งลงฟังความทุกข์ของเด็กคนนั้น ครูคือบุคคลแรกที่นั่งลงและรับฟังความทุกข์ของเขา เมื่อเด็กรู้ว่ามีใครสักคนรับรู้ความทุกข์ของเขา ความทุกข์ของเขาได้รับการฟัง ได้รับความเข้าใจ ความทุกข์เขาจะลดลงทันที การฝึกที่จะรับฟังด้วยความกรุณา จะทำให้ครูกับศิษย์เชื่อมโยงกันได้ ถอดถอนความโกรธ ความกลัวต่อกันและกัน


ในยุคสมัยนี้ เราน่าจะมีระบบการศึกษาที่ทำให้ครูกับศิษย์ได้นั่งลงรับฟังซึ่งกันและกัน หากทั้งคู่ได้รับรู้ความทุกข์ของอีกฝ่าย เขาจะหยุดการกระทำที่ทำให้อีกฝ่ายมีความทุกข์เพิ่มขึ้น การสื่อสารก็จะง่ายขึ้น การเรียนการสอนก็จะได้ผลดียิ่งขึ้น การใช้วาจาแห่งรัก เป็นสิ่งที่ครูจะต้องเรียนเพื่อให้อีกฝ่ายมีความทุกข์น้อยลง การฝึกฟังอย่างลึกซึ้ง ฟังอย่างกรุณา เหล่านี้คือสิ่งที่ครูต้องเรียน สิ่งที่ลูกศิษย์ยังไม่ได้รับจากพ่อแม่ เขาน่าจะได้รับจากครู ครูจะสามารถแปรเปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นบรรยากาศของครอบครัว สร้างความเข้าใจ ความรัก เมื่อห้องเรียนเต็มไปด้วยความเข้าใจ ความรัก เด็กๆ ก็จะกลับบ้าน เพื่อฟื้นคืนการสื่อสาร คืนดีกับที่บ้านได้ นี่คือโปรแกรมการสอนครู เพื่อให้ครูสามารถฟื้นฟูการสื่อสารของครูและลูกศิษย์ได้