เราคือหนึงเดียว PDF Print

ปาฐกถาธรรม เราคือหนึ่งเดียว

๙ เมษายน ๒๕๕๖
ห้องประชุมรอยัลพารากอนฮอลล์ สยามพารากอน


ในค่ำคืนนี้หลวงปู่จะแบ่งปันเรื่อง ทำอย่างไรที่เราจะเป็นทุกข์น้อยลงและสร้างชั่วขณะแห่งความสุขได้มากขึ้น พวกเรามักจะคิดถึงความสุขในแง่ของการบริโภค ยิ่งบริโภคมาก ก็จะมีความสุขมาก เราเชื่อว่าถ้าหากเราไม่มีเงินมากๆ ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีอำนาจ ไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศ เราก็ไม่อาจจะมีความสุข แต่ถ้าเรามองไปรอบๆ ตัว จะเห็นว่า หลายคนมีเงินมาก มีชื่อเสียง มีอำนาจ มีกามารมณ์ แต่เขาเต็มไปด้วยความทุกข์ และ เป็นความทุกข์ที่ลึกมาก ถ้าเรามีความเข้าใจ มีความรักในหัวใจก็จะกลายเป็นคนที่มีความสุข ความเข้าใจและความรักเป็นสิ่งที่เราสร้างและบ่มเพาะได้ด้วยการฝึกสติ


ความรักคือการอยู่ตรงนั้น

ความรักคือการอยู่ตรงนั้น และนี่คือสิ่งพิเศษสุดที่เธอจะมอบให้กับคนที่เธอรัก  เดินเข้าไปหาคนที่เธอรัก มองตาของเขาแล้วกล่าวว่า ที่รัก ฉันอยู่ที่นี่เพื่อเธอ ถ้าเธอเดินอย่างมีสติ ตามลมหายใจอย่างมีสติ เธอจะรู้วิธีสร้างความสดใสกับตัวเธอเอง เพื่อมอบความสดชื่นนั้นต่อคนที่เธอรัก บางครั้งเธอทำงานเธอเหนื่อยล้ามาทั้งวัน ไม่เหลือความสดชื่น ไม่มีความสามารถที่จะหยิบยื่นอะไรให้คนที่เธอรัก ในวิถีการปฏิบัติของนักบวช เรามีหลายอย่างเพื่อแลกเปลี่ยนกับฆราวาสเพื่อฟื้นความสดชื่นกลับคืนมา เธออาจจะนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์และลืมอย่างสิ้นเชิงว่าเธอมีร่างกายอยู่ ในชุมชนที่ฉันอยู่ ทุกคนมีโปรแกรมนาฬิกาแห่งสติอยู่ในคอมพ์พิวเตอร์ มันจะดังทุกๆ 15 นาที เมื่อเสียงนาฬิกานี้ดังขึ้นทุกคนจะกลับมาเบิกบานกับการตามลมหายใจเข้า หายใจออก เบิกบานกับชั่วขณะนั้น


เดินในวิถีแห่งสติ

เธอสามารถฝึกการเดินในวิถีแห่งสติจากลานจอดรถไปยังสำนักงาน การเดินในวิถีแห่งสติจะสร้างทุกย่างก้าวเพื่อฟื้นความสดใส ความงดงามในตัวเธอ พระพุทธองค์สอนอย่างเป็นรูปธรรมถึงในวิธีการปฏิบัตินี้ ขอให้เราใส่ใจกับลมหายใจ เมื่อหายใจเข้า เบิกบานกับลมหายใจเข้าของเรา ฝึกการตามลมหายใจอย่างมีสติ ทุกลมหายใจเข้าคือความเบิกบาน คือการบำรุงหล่อเลี้ยง คือการรักษาและเยียวยา ทุกลมหายใจออก สามารถปลดปล่อยความตึงเครียดในร่างกายของเราได้

จากลานจอดรถไปสู่ที่ทำงานเราย่างก้าวในวิถีเช่นนี้ ปลดปล่อยความตึงเครียด สัมผัสความสดชื่นสดใส เมื่อหายใจเข้าก้าวไปสัก ๒ ก้าว ใส่ใจกับทุกย่างก้าว ขณะที่ฝ่าเท้ากำลังสัมผัสพื้นดิน ถ้าตระหนักรู้อย่างเต็มเปี่ยมที่ฝ่าเท้าสัมผัสแนบกับพื้นดิน นี่เป็นการตระหนักรู้ที่เยี่ยมยอดมาก เธอรู้ว่าเธอกำลังมีชีวิตอยู่บนผืนโลกอันงดงามนี้ การฝึกเดินในวิถีแห่งสติเช่นนี้เราจะเบิกบานกับทุกย่างก้าว

‘ฉันมาถึงแล้ว’ หมายถึง มาถึง ณ ที่นี่ ในขณะนี้ เธอมาถึง ณ ที่ซึ่งทุกอย่างมีพร้อมอยู่แล้วสำหรับชีวิตของเธอ การกล่าวว่า ฉันมาถึงแล้ว ไม่ใช่เพียงมนตร์ที่ท่องประกาศ แต่เป็นการตระหนักรู้อย่างแท้จริงว่า เธอกำลังสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของชีวิตอันประเสริฐ ณ ปัจจุบันขณะ และเพื่อให้เราได้มาถึงแล้วอย่างแท้จริง และให้สิ่งนี้ประสบความสำเร็จเธอควรจะทุ่มเทกายและใจอย่างเต็มร้อย เมื่อเราฝึกฝนตัวสัก ๒-๓ วัน เธออาจจะเดิน เพื่ออยู่ที่นี่ และ ขณะนี้ได้ เต็มร้อย เพื่อที่จะดำรงอยู่ ณ ที่นี่ ในขณะนี้ เธอจำเป็นต้องมีพลังแห่งสติและสมาธิ ถ้าเธอมีสติในลมหายใจ เธอมีสติกับการย่างก้าว เมื่อนั้นเธอจะปลดปล่อยสิ่งต่างๆ ที่มีมาในอดีต ปลดปล่อยสิ่งต่างๆ ที่เธอกำลังคิดถึงในอนาคต ปลดปล่อยโครงการต่างๆ ในสมองของเธอ หยุดคิด แล้วเบิกบานในทุกย่างก้าวขณะที่เธอก้าวไป


นั่งสมาธิด้วยกัน

เมื่อเธอนั่งสมาธิสิ่งแรกที่พึงกระทำก็คือ การตระหนักรู้ในร่างกายของเรา ปลดปล่อยความตึงเครียดในร่างกายของเรา การปลดปล่อยความตึงเครียดออกจากร่างกายเป็นการฝึกปฏิบัติที่น่าเบิกบานยินดี ถ้าเธออยู่กับคู่ของเธอ อยู่กับครอบครัวของเธอ เธอควรจะจัดเวลาช่วงเช้าก่อนที่จะไปทำงาน ก่อนที่เด็กจะไปโรงเรียน เธอฝึกที่จะนั่งเบิกบานกับลมหายใจสัก 2-3 นาที เธออาจจะหาระฆังเล็กๆ ไว้ที่บ้าน ก่อนที่จะออกไปทำงาน ก่อนที่เด็กๆ จะออกไปโรงเรียน เธอนั่งลงด้วยกัน เชิญระฆัง ตามลมหายใจด้วยกัน ก่อนนอนตอนกลางคืน นั่งลงด้วยกัน ตามลมหายใจด้วยกัน พร้อมกับเสียงระฆัง เมื่อเธอเดินไปที่ป้ายรถเมล์ก็เบิกบานกับลมหายใจ กับก้าวย่างอย่างมีสติ

เมื่อเธอหายใจเข้าอย่างมีสติ นำใจของเธอกลับมาสู่เรือนกาย เมื่อเธอมีกายและใจเป็นหนึ่งเดียว ดำรงอยู่ ณ ที่นี่ ในขณะนี้ นั่นคือเธอกำลังอยู่บ้านแล้ว อยู่ ณ ที่นี่ ในขณะนี้ สัมผัสกับความมหัศจรรย์ของชีวิต พลังแห่งสติจะทำให้เธออยู่ตรงนั้นอย่างเต็มเปี่ยม มีชีวิตในที่นี่ ณ ขณะนี้ เธอกลายเป็นความเป็นจริง น้ำชาเป็นจริง ไม่ใช่ความฝัน เป็นชีวิตที่แท้ หลวงปู่ดื่มชาในวิถีนี้เสมอ ไม่มีการคิด เพียงมีสติอย่างเต็มเปี่ยมกับการดื่มชา

เธอไม่ต้องมีเวลามากเพื่อฝึกสติ เมื่อขับรถเธอมีสติในการขับรถ สร้างพลังแห่งสติในการขับรถ เมื่อเธออาบน้ำ เธออาบน้ำอย่างมีสติ นี่คือการฝึกปฏิบัติ เมื่อเธอมีสติ เธอจะมีพลังโอบรับความโกรธ ความกลัว ความเจ็บปวดได้ง่ายดายและสงบ รำงับ ความรู้สึกเหล่านั้นได้ เมื่อแม่โอบลูกน้อยไปสักระยะ คุณแม่ก็จะพอรู้ได้ว่าลูกร้องไห้เพราะอะไร ถ้าลูกร้องไห้เพราะหิวก็ให้น้ำนม เมื่อเธอโกรธและโอบกอดความโกรธได้สักระยะหนึ่งเธอจะเห็นถึงสาเหตุเบื้องหลังสิ่งนั้น เธอจะรู้ว่า ความโกรธ ความกลัว เกิดจากการรับรู้ผิด เธอจะแปรเปลี่ยนความโกรธ ความกลัว ให้เป็นความเบิกบาน ความสุข พระสูตรอานาปานสติไม่ใช่พระสูตรเพื่อนักบวชเท่านั้น ฆราวาส บุคคลทั่วไปก็สามารถฝึกพระสูตรนี้ได้ การฝึกปฏิบัติเหล่านี้เราจะปลดปล่อยความเจ็บปวด ฟื้นคืนความสงบ หยิบยื่นความสดใสของเราให้กับคนที่เรารัก หากเธออยากเป็นคนรักที่แท้จริงเธอต้องฝึกปฏิบัติ เพราะการฝึกปฏิบัติจะทำให้เธอบ่มเพาะความสงบ ความสดชื่น สดใส


เธอมีพอแล้ว

เมื่อเราตามลมหายใจอย่างมีสติ นำใจกลับมาสู่กาย เราดำรงอยู่ในขณะนี้ เราจะตระหนักรู้ถึงเงื่อนไขแห่งความสุขต่างๆ ที่เรามีอยู่แล้ว และ สร้างความรู้สึกปิติเบิกบานให้เกิดขึ้นได้ในทันทีทันใด เมื่อเราฝึกตามลมหายใจด้วยการตระหนักรู้ถึงดวงตา


หายใจเข้า ฉันตระหนักรู้ถึงดวงตาของฉัน

หายใจออก ฉันยิ้ม ให้กับดวงตาของฉัน


การหายใจเช่นนี้เธอสร้างพลังแห่งสติ ตระหนักรู้ได้ว่า ดวงตายังอยู่ในสภาพดี นี่คือสรวงสวรรค์ของรูปทรง สีสัน ซึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้านี้ เมื่อเธอลืมตาขึ้นก็ได้สัมผัสกับสรวงสวรรค์แล้ว สำหรับคนตาบอด สวรรค์แห่งรูปทรงและสีสันไม่ได้อยู่ตรงนี้ ดวงตาของเรายังคงดีอยู่ สรวงสวรรค์อยู่ตรงนี้กับเราเสมอ เราเบิกบานได้ทุกเวลา การตามลมหายใจอย่างมีสติจะทำให้ตระหนักรู้ถึงเงื่อนไขอันมากมายเป็นร้อยพันที่รายล้อมรอบตัวเรา มีเพียงพอที่จะทำให้เรามีความสุข เมื่อเราหายใจเข้าตระหนักรู้ถึงหัวใจของเรา เราพบว่าหัวใจของเรายังทำงานได้ดี คนที่ไม่มีหัวใจที่ทำงานได้อย่างปกติอย่างนี้ เสี่ยงต่ออาการหัวใจวายตลอดเวลา เขาปรารถนาเพียงขอให้มีหัวใจปกติอย่างเราบ้าง ฉะนั้นสติ ช่วยให้เราตระหนักว่า หัวใจยังทำงานได้อย่างปกติ และ พอแล้วที่เธอจะมีความสุข


หากเธอหยิบกระดาษสักแผ่นเขียนเงื่อนไขต่างๆ ที่ทำให้เธอมีความสุข และ เงื่อนไขเหล่านี้เธอมีอยู่แล้ว บางทีกระดาษเพียง ๒ หน้าก็อาจจะไม่พอ เรามีเงื่อนไขแห่งความสุขมากมาย ไม่ต้องวิ่งไปข้างหน้าเพื่อจะตามหาความสุขมาเพิ่มอีก เมื่อเธอมีความสดชื่น ความงดงาม ความสงบ ความสุข นี่ก็เพียงพอที่เธอจะหยิบสิ่งเหล่านี้ให้กับคนที่เธอรัก


รับฟังด้วยความกรุณา

การฝึกรับฟังด้วยความกรุณาจะช่วยให้อีกฝ่ายทุกข์น้อยลง บางทีคนผู้นั้นทุกข์มายาวนานแต่ไม่เคยมีใครสามารถนั่งลงและรับฟังด้วยความเข้าใจ ด้วยความกรุณา เมื่อเธอรับฟังจัดการกับความทุกข์ที่อยู่ในตัวเธอได้ เธอจึงรับฟังความทุกข์ของเขาและบรรเทาทุกข์ในตัวเขาได้ เธอจะเข้าใจได้ว่าเพราะอีกฝ่ายไม่ได้ฝึกปฏิบัติ เมื่อเขาพูดจึงพูดด้วยความโกรธ ความขมขื่น ถ้าเธอไม่รู้วิธีฟังด้วยความกรุณา เธอจะโกรธขึ้นมา รู้สึกอึดอัด เพียงแค่รับฟังเพียง ๒-๓ นาที แต่ถ้าเธอตามลมหายใจขณะที่ฟัง และ เตือนตัวเองว่า เธอรับฟังเพื่อบรรเทาทุกข์ของอีกฝ่าย ถ้าระหว่างการรับฟังนั้นเธอสามารถตระหนักรู้เช่นนี้เพียงแค่เสี้ยววินาที การรับฟังด้วยความกรุณาก็จะเป็นไปได้ เธอจะได้รับการปกป้องคุ้มครองด้วยพลังแห่งสติ พลังแห่งความรักและกรุณา ดังนั้นไม่ว่าอีกฝ่ายจะกล่าวอะไรเธอก็จะไม่โกรธ บางทีคนผู้นั้นอาจจจะพูดด้วยความขมขื่น ความเข้าใจผิด ความโกรธ เธอยังฟังต่อไปด้วยพลังแห่งความกรุณา เธอบอกกับตัวเองว่า คนผู้นี้เต็มไปด้วยการรับรู้ผิด แต่ฉันจะไม่ขัดขวางการพูดของเขา ถ้าฉันพยายามแก้ไขหรือขัดจังหวะ ก็จะกลายเป็นว่า ฉันไม่ได้รับฟัง กลายเป็นการโต้เถียง ทะเลาะกัน หลังจากนี้สัก ๓-๔ วัน ฉันจะให้ข้อมูลใหม่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ขณะนี้ เมื่อเธอมีทัศนคติเช่นนี้ เธอจะรับฟังเขาได้ถึง ๑ ชั่วโมง หรือกว่านั้น และคนผู้นั้นจะมีความทุกข์น้อยลงอย่างยิ่ง ด้วยวิถีนี้เราจะฟื้นคืนการสื่อสาร การพูดคุย ความปรองดอง ความสุขให้กลับคืนมา


ดังนั้นการปฏิบัติในวิถีแห่งสติไม่เพียงช่วยให้คู่สมรส พ่อกับลูก ฟื้นคืนความสัมพันธ์เท่านั้น แต่ช่วยให้กลุ่มบุคคลฟื้นคืนการปรองดองได้ด้วย ในประเทศของเรามีกลุ่มการเมือง พรรคการเมือง องค์กรทางการเมือง ก็สามารถฝึกปฏิบัติเพื่อฟื้นคืนการปรองดองสมานฉันท์ให้กลับมาใหม่ หลวงปู่ทราบว่า พรรครัฐบาลก็อยากจะปรองดองกับพรรคฝ่ายค้าน และฝ่ายค้านก็อยากจะปรองดองกับรัฐบาล ทั้งสองฝ่ายต้องการฟื้นคืนความปรองดองเพราะรู้ว่าประชาชนต้องการความปรองดองสมานฉันท์ แต่นี่เป็นความรู้ในทางความคิด ทำให้ปรากฏเป็นจริงไม่ได้ เพราะแต่ละฝ่ายก็เต็มไปด้วยความทุกข์มหาศาล ไม่มีความสงบ ไม่มีความสุขเพียงพอในตัวของเขา


ฝึกปฏิบัติเพื่อรับใช้บ้านเมือง

เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม หลวงปู่มีงานปาฐกถาธรรมสำหรับผู้นำทางการเมือง หลวงปู่แนะนำให้ทุกคนฝึกตามลมหายใจอย่างมีสติ นั่งลงเพื่อมองอย่างลึกซึ้งกลับเข้าไปในความทุกข์ของเขา มองกลับไปถึงความทุกข์ของพรรคการเมือง แล้วจะเห็นว่าเรามีความทุกข์มากมายพรรคการเมืองของเรามีความทุกข์และไม่ได้หมายความว่าอีกพรรคจะไม่มีความทุกข์ เขาก็อาจเป็นทุกข์เช่นเดียวกับเรา ถ้าเราศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า ฝึกปฏิบัติตามคำสอน ดูแลใจให้สงบ เราจะสงบศานติเพื่อรับใช้ประเทศชาติ ถ้าเราไม่สงบเพียงพอ มีความโกรธ ความกลัวมากมายเหลือเกิน เราจะไม่เหลือความชัดเจนแจ่มใสเพื่อบริหารประเทศ เพื่อทำงานให้กับพี่น้องประชาชนของเรา การปฏิบัติเพื่อดูแลความสงบ ดูแลตัวเอง ดูแลคนในพรรค นั่นคือสิ่งแรกที่เราต้องทำ เมื่อพรรคของเราสงบเพียงพอ ไม่แบ่งแยกในพรรค เราจะอยู่ในฐานะรับใช้ประเทศชาติได้อย่างมีประสิทธิผล ไม่จำเป็นต้องเป็นพรรครัฐบาลก็ทำงานเพื่อประเทศชาติเพื่อพี่น้องของเราได้ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน ถ้าเราสงบ มีศานติ มีความชัดเจนเพียงพอ เราจะนำข้อเสนอต่างๆ แผนงานต่างๆ เพื่อให้ประเทศชาติมีทางออก เธอจะบอกกับพรรครัฐบาลได้ว่า หากพรรครัฐบาลดำเนินงานตามแผนนี้ ทำตามข้อเสนอนี้ ก็จะนำพาประเทศออกจากความยากลำบาก บริหารประเทศต่อไปได้ นี่คือการฝึกปฏิบัติวาจาแห่งรัก พรรครัฐบาลก็สามารถฝึกเช่นนี้ได้ พรรครัฐบาลสามารถที่จะบอกกับพรรคฝ่ายค้านว่า ฉันรู้ว่าพรรคของเธอมีความทุกข์มากมาย โปรดรู้เถิดว่า พรรคของเราก็มีความทุกข์ ฉันจะรับฟังความทุกข์ของเธอ รับฟังความคิด ข้อเสนอของเธอเพื่อช่วยเหลือประเทศ เราจะทำงานร่วมงานเพื่อดูแลประเทศร่วมกัน นำพาประเทศ หลวงปู่เชื่อว่า พรรครัฐบาลฝึกปฏิบัติได้ เราสามารถที่จะรวมปัญญารู้แจ้งของทั้งสองพรรคเพื่อรับใช้ประเทศได้ พรรคฝ่ายค้านก็อาจจะพูดได้ว่า ฉันก็ต้องการเธอเช่นกัน ต้องการให้เธอพูดความทุกข์ ความยากลำบาก รับฟังความคิด เพื่อจะรับใช้ประเทศชาติร่วมกัน ถ้าเป็นเช่นนี้พรรคฝ่ายค้านก็จะเป็นพรรคฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์ เราจะสามารถรวมความคิด ปณิธานดีงาม เพื่อรับใช้ประเทศชาติ ทั้งหมดนี้ต้องการความสงบมากพอ


ถ้าพ่อกับลูกชาย แม่กับลูกสาว สามี-ภรรยา สามารถฝึกปฏิบัติเพื่อคืนดีกันได้ พรรคการเมืองก็ฝึกได้เช่นกัน.