สติ สมาธิ ปัญญา PDF Print


สติ สมาธิ ปัญญา
ธรรมบรรยายภาวนาสร้างสุขภาวะด้วยลมหายใจและรอยยิ้ม
ศุกร์ที่ 16 ธันวาคม 2554 ณ ศูนย์พัฒนคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
บรรยายโดย หลวงแม่ดอร์งิม พระภิกษุณีธรรมาจารย์ หมู่บ้านพลัม

 

altกราบนมัสการพระศากยมุนีพุทธเจ้า สวัสดีสังฆะที่รัก ฉันรู้สึกดีใจที่ได้เห็นว่า เมื่อเสียงระฆังดังขึ้นพวกเราหลับตาแล้วเบิกบานกับลมหายใจ ความสุขคือการเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างอิสระ เรียนรู้ที่จะดูแลตัวของเรา การดูแลตัวเองคือการหล่อเลี้ยงสันติภาพภายในตัวของเรา เมื่อพวกเราฝึกการผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์ พวกเรามีความสุขใช่ไหม ถ้าเธอต้องการผ่อนคลาย เมื่อเธอต้องการสันติภาพ เธอต้องไม่อยู่กับการคิด สิ่งที่ฉันจะแบ่งปันกับเธอในวันนี้ก็คือวิธีการที่จะเบิกบานกับทุกขณะของชีวิตที่ชีวิตนี้มอบแก่เรา สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราไม่ค่อยมีความสุขนักกับชีวิตที่เป็นอยู่ก็เพราะเราคิดมากเกินไป ในหัวของเรามีแต่ความคิด มีแต่โครงการ(project) เราไม่ใส่ใจครอบครัว ละเลยคนที่เรารัก ในหัวของเรามีแต่เรื่องราวต่างๆ เต็มไปหมด และไม่รู้จะทำให้มันว่างได้อย่างไร ฉันจึงอยากจะแบ่งปันวิธีการที่จะวางสิ่งต่างๆ ลง ทำให้หัวสมองของเราว่าง พระพุทธองค์ทรงสอนถึงการฝึกปฏิบัติ 3 เรื่องคือ
 

สติ (Mindfulness)

สิ่งแรกที่พระองค์สอนคือการฝึกสติ เมื่อเราหายใจเข้า เรารู้สึกถึงท้องที่ค่อยๆพองขึ้น เมื่อลมหายใจออกเรารู้สึกถึงท้องที่ค่อยๆ ยุบลง ในขณะนั้นใจของเราไม่คิดอะไร มีเพียงลมหายใจเข้า และ ลมหายใจออก ท้องพองขึ้น ท้องยุบลง ไม่มีความคิดเกิดขึ้น จิตรับรู้ จับจ้องเฉพาะลมหายใจ และ การขยับของท้อง นี้คือแบบฝึกหัดแรกเพื่อลดการคิด พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่า 99 % ของการรับรู้ ล้วนเป็นการรับรู้ที่ผิด (wrong perception) เพราะไม่ว่าเราเห็นอะไร ได้ยินอะไร เรามักจะไปเปรียบเทียบกับการรับรู้เดิมของเราเสมอ เปรียบเทียบกับสิ่งเก่าที่เราเคยรับรู้มาก่อนหน้านี้ เมื่อเปรียบเทียบเราก็จะหลุดออกจากปัจจุบันขณะ ไม่ได้อยู่กับสิ่งปัจจุบันตรงหน้าอย่างแท้จริง เพื่อจะมีการรับรู้ที่ถูกต้อง เราต้องฝึกที่จะว่างจากความคิด จากประสบการณ์ของฉัน หากเราไม่อยู่กับสิ่งตรงหน้าอย่างแท้จริง เราจะสูญเสียการสื่อสารไป เราไม่ได้รับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเต็มที่ตามที่มันเป็นอยู่ เราถูกบล็อกติดกับสิ่งเดิมที่เคยรับรู้ เราจึงพลาดบางสิ่งบางอย่างที่เขาต้องการสื่อสารกับเรา เราไม่สามารถที่จะเข้าใจเขาอย่างแท้จริง ตามที่เป็น เพื่อจะเข้าใจอย่างแท้จริง และ รับรู้อย่างแท้จริง ฟังว่าเขาพูดอะไร กำลังจะบอกอะไร และกำลังซ่อนอะไร เธอจำเป็นต้องอยู่กับสิ่งนั้นอย่างเต็มร้อย ทั้งหมด และ ปราศจากการคิด

สิ่งแรกที่เธอควรจะทำก็คือ ฝึกที่จะกลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ อยู่กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าของเธอ สิ่งที่เธอจะจัดการกับการรับรู้ที่ผิด (wrong perception) ได้ คือเธอต้องฝึกที่จะอยู่กับปัจจุบัน เบิกบานกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ณ ขณะนั้นอย่างแท้จริง

เมื่อเธอเดิน เธอเพียงเดินเท่านั้น เบิกบานกับสิ่งนั้น เมื่อกิน เธอก็เพียงกิน ไม่ต้องคิด นี่เป็นการฝึกปฏิบัติที่ลึกซึ้ง มีเพียงการกระทำอย่างเต็มร้อยกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ เบิกบานกับสิ่งนั้นที่ปรากฏเป็นจริง ก็จะทำให้เธอเข้าใจถึงสิ่งที่ผ่านมา และกำหนดสิ่งที่จะเป็นไปในอนาคต

เมื่อเธอกำลังกินอาหาร อาหารนั้นแสนจะอร่อย แต่เธอกลับครุ่นคิดถึงโครงการต่างๆ เธอไม่รับรู้ถึงรสอาหารนั้นหรอก เพราะโครงการต่างๆ อยู่ในหัวใจ อยู่ในสมอง มันเป็นทั้งหมดของตัวเธอ มันไม่เหลือพื้นที่ใดๆ ให้เธอรับรสอาหาร นี่คือสิ่งที่เธอต้องเรียนรู้ เมื่อเดิน ขอให้ตั้งใจกับการเดิน เมื่อกินก็อยู่กับการกิน นี่คือการฝึกปฏิบัติตัวเรา ฝึกปฏิบัติเพื่อจะสัมผัสกับชีวิต เมื่อเธอเดิน แต่เธอไม่ได้สัมผัสกับการเดินนั้นเลย ไม่ได้สัมผัสกับสิ่งรอบข้าง ชีวิตของเธออยู่ตรงไหน หากเธอเดินด้วยความตั้งใจเต็มเปี่ยม เธอจะเห็นสรรพสิ่งรอบข้าง แต่ถ้าเธอไม่รับรู้ เธอไม่รู้ว่าเธอกำลังเดิน ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น อยู่กับการคิด เธอพลาดการมีชีวิตตรงนั้น ดังนั้นเพื่อจะพบกับความเบิกบาน เธอควรฝึกที่จะมีสติกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเธอ เหมือนเด็กที่กำลังกินชอคโกแลต เมื่อเราถามแกว่า ทำไมถึงชอบกินชอคโกแลต มันอร่อยตรงไหน แกตอบไม่ได้ เพราะแกชอบช็อคโกแลต มีความสุขกับการกินช็อคโกแลต มันไม่มีเหตุผล ไม่มีการคิดคำนวณ

เธออาจจะถามว่า ก็มันมีเรื่องให้คิดกังวลตั้งมากมายแล้วจะหยุดคิดได้อย่างไร...หากเธอเดิน แต่เธอไม่ตระหนักรู้ว่ากำลังเดิน หากเธอกิน เธอไม่ตระหนักรู้ว่ากำลังกิน เมื่อเธออยู่กับใครสักคน แต่เธอไม่เคยรับรู้ถึงการอยู่ของเขา เธอละเลยสิ่งเหล่านั้น นั่นเป็นการพลาดที่สำคัญมาก ...ชีวิตนั้นหดสั้นลงไปทุกๆ ขณะ และไม่ย้อนกลับ เธอเรียกมันกลับมาไม่ได้ เธอจะสูญเสียการสื่อสาร สูญเสียชีวิตของเธอ ในความสัมพันธ์ของผู้คน เราต้องเรียนรู้ที่จะปลดปล่อยสิ่งต่างๆ ในหัวของเรา อยู่กับเขา ให้ความสำคัญกับเขา เริ่มด้วยการฝึกปฏิบัติพื้นฐานไม่ว่าจะเป็น การหายใจ การเดิน การกิน การนั่ง อยู่กับปัจจุบัน ณ ขณะนี้ ขอให้เธอเรียนรู้ที่จะปฏิบัติสิ่งเหล่านี้อย่างเบิกบาน  

 

สมาธิ (Concentration)

สิ่งที่สองที่พระพุทธองค์ทรงสอนเราก็คือ สมาธิ (Concentration)  เมื่อเราหายใจเข้า เราจรดจ่อกับลมหายใจเข้านั้นตลอดเส้นทางของลมหายใจ  ขณะนั้นเรากำลังนำพาจิตใจของเราเข้าสู่ดินแดนของลมหายใจ เมื่อเราหายใจเข้า  เรารับรู้ ใส่ใจกับลมหายใจนั้น  ตั้งแต่สูดลมหายใจเข้า รับรู้ต่อเนื่องจนสุดปลายทางของลมหายใจเข้า แล้วเริ่มหายใจออก รับรู้ตั้งแต่เริ่มจนสุดของลมหายใจออก เราเรียกสิ่งนี้ว่า สมาธิ  บางครั้งเธอไม่สามารถรับรู้ลมหายใจได้ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนปลายเพราะมีความคิดบางอย่างแว่บเข้ามา คั่นเอาไว้ เธอรู้ว่านี่คือลมหายใจเข้า แต่ไม่สามารถรับรู้ว่ามันถึงตรงไหน เธออาจจะรับรู้ได้ครึ่งเดียว หากเป็นอย่างนั้น นั่นไม่ใช่สมาธิ

สมาธิคล้ายกับผิวน้ำในทะเลสาบที่ไม่ถูกลมกระทบ นิ่ง สงบ สะท้อนทุกสิ่งทุกอย่างตามที่เป็นอยู่ และเธอมองลึกลงไปในน้ำนั้นได้ แต่ทันทีที่มีลมกระทบ ผิวน้ำกระเพื่อม ภาพสะท้อนก็จะบิดเบือนไป ในความลังเล สงสัย จึงต้องการสมาธิอย่างยิ่ง หากเธอต้องการที่จะเข้าใจใครสักคน เธอต้องฝึกสิ่งนี้อย่างมาก การเรียนรู้ที่จะเข้าใจตัวเอง เธอต้องฝึกปฏิบัติที่จะนิ่งสงบให้มากพอ
เมื่อเรามีความเข้าใจผิดกับคนรักของเรา เราอาจจะได้ยินอะไรบางอย่าง หรือเห็นอะไรบางอย่างและเราไม่มีสมาธิมากพอ เราจะเกิดอารมณ์ง่ายมากและอาจไม่สามารถรับมือกับอารมณ์นั้นได้ด้วยซ้ำไปด้วย ทุกอย่างที่เราเห็น ได้ยิน จะก่อเป็นอารมณ์
 
เมื่อเรามีสติ สมาธิก็อยู่ตรงนั้น มันเหมือนต้นไม้และเงาของมัน เมื่อมีต้นไม้ ก็จะมีเงาของมัน มันอยู่ด้วยกันเสมอ เป็นไปด้วยกัน เมื่อเราเริ่มฝึกสติ เราก็เริ่มฝึกสมาธิด้วย เมื่อเราเดิน เราเดินอย่างมีสติ สมาธิก็เริ่มได้รับการบ่มเพาะ


 

ปัญญารู้แจ้ง (Insight)

ปัญญาหรือ ความเข้าใจอย่างแท้จริง เป็นผลของสมาธิ และ สมาธิเกิดจากวางความคิด การคิดไม่ได้นำมาซึ่งปัญญา เมื่อเรามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เรื่องใดเรื่องหนึ่ง นั่นเป็นเพราะเรานิ่งสงบกับสิ่งนั้นและเกิดเป็นความเข้าใจ ไม่ใช่เกิดจากการนั่งครุ่นคิด เราต้องว่างจากความคิดจึงจะมีปัญญา

จิตวิทยาเชิงพุทธอธิบายว่า ปัญญาคล้ายกับดอกไม้ที่ปรากฏขึ้น เบ่งบานขึ้นมาในจิตใจของเรา เราทำหน้าที่หว่านเพาะเมล็ดพันธุ์ รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย จากนั้นเราก็เพียงรอเวลาว่าเมื่อไรดอกไม้จะเบ่งบาน ดอกไม้ไม่ได้เบ่งบานเพราะเธอสวดอ้อนวอนว่า บานเถิด บานเถิด ทุกวันนี้เราเคยชินกับการเร่งรีบ เรียนลัด แต่นั่นไม่ใช่หนทางของปัญญา เพียงหยุดคิด นิ่ง สงบ รอ เท่านั้น ปัญญาจึงเกิดขึ้น

มีนิทานเรื่องหนึ่งที่หลวงปู่เล่าให้พวกเราฟัง คุณพ่อคนหนึ่งมีบุตรชายและเขารักบุตรชายของเขามาก วันหนึ่งคุณพ่อต้องเดินทางไปต่างเมืองเพื่อทำธุระ ปล่อยบุตรชายไว้ที่บ้าน เมื่อกลับมาก็พบว่าบ้านถูกไฟไหม้ ไม่เหลืออะไรเลย มีร่างของเด็กเล็กๆ คนหนึ่งอยู่ท่ามกลางกองเถ้าถ่านที่ถูกไฟไหม้ เขาเข้าใจว่านั่นคือศพซากบุตรชายของเขา เขาร้องไห้อย่างหนัก เสียใจที่สูญเสียลูกชายไป เขากอบเถ้าถ่านนั้นไว้และนำติดตัวไปทุกหนทุกแห่งด้วยความรัก อาลัยบุตรชาย  คืนหนึ่งในขณะที่หลับอยู่ เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น พร้อมกับเสียงตะโกนว่า “พ่อๆ เปิดประตูหน่อย ลูกกลับมาแล้ว” แต่เขาเพิกเฉยต่อเสียงเรียกนั้น เพราะเขาเชื่อว่า ลูกชายของเขาตายไปแล้ว เขาไม่ยอมเปิดประตู  ดังนั้นเขาจึงสูญเสียลูกชายไปตลอดกาล

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า บางครั้ง ปัญญา มาเคาะประตูเรียกเรา แต่เป็นเพราะเราเต็มไปด้วยการครุ่นคิด จิตใจของเราจึงไม่เปิดรับปัญญา เรามัวแต่ตั้งคำถาม ปฏิเสธ ผลักไส เราเป็นผู้ทำให้ปัญญาพ้นไปจากเรา

เรามีเงื่อนไขของความสุขมากมายที่รายล้อมเราอยู่ แต่เราก็ไม่มีความสุขสักที ปัญญาเป็นสิ่งที่เรียบง่ายมาก มันปรากฏเป็นจริงอยู่เสมอ แต่เราถูกคลุมไว้ด้วยอะไรบางอย่างทำให้เราไม่พบสิ่งนั้น ความสุขเป็นสิ่งที่เรียบง่ายมาก ปัญญาก็เช่นกัน เมื่อเรากลับสู่ปัจจุบันขณะ เราจะรับรู้สิ่งเหล่านี้ได้อย่างมาก เราอาจจะบอกว่ารอบๆ ตัวมีความทุกข์มากมาย มีเรื่องให้กังวลเยอะแยะ จะมีความสุขไปได้อย่างไร เช่นเดียวกับที่มีคนถามฉันมากมายว่า ยิ้มจังเลย ดูมีความสุขจังเลยทั้งที่ก็ไม่มีอะไรสักอย่าง ฉันทำได้อย่างไร ฉันจึงอยากจะถามพวกเธอกลับไปว่า เธอก็มีทุกอย่าง มีมากด้วย แล้วทำไมจึงยังทุกข์อยู่ เราทุกข์เพราะเราเห็นเงื่อนไขที่ทำให้ทุกข์เยอะแยะไปหมด ไม่เคยเห็นเงื่อนไขของความสุข ทั้งที่ความสุขก็อยู่ตรงนั้น

เมื่อเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ที่ผ่านมา ผู้คนในกรุงเทพทุกข์มากเพราะมองไปทางไหนก็มีแต่น้ำ เฝ้าภาวนาให้น้ำแห้ง หากน้ำแห้งก็คงจะมีความสุข แล้วน้ำก็ลดลงและแห้งสนิทแต่สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับน้ำที่แห้งสนิทก็คือสิ่งสกปรกมากมาย เธอทุกข์อีก ...น้ำเยอะก็ทุกข์ น้ำแห้งก็ทุกข์ ถ้าน้ำแห้ง และถนนหนทางก็สะอาด เธอจะทุกข์อีกไหม ก็คงจะทุกข์อีก เพราะเราคิดว่าชีวิตมันเต็มไปด้วยทุกข์ คำถามก็คือว่า เราเข้าใจตัวเราอย่างลึกซึ้งพอไหม เราแบ่งความรักให้กับคนรักของเราบ้างได้ไหม เราจะแบ่งได้ถ้าเรามีความรักมากพอ แต่เราจะแบ่งไม่ได้  ให้ความรักกับใครไม่ได้ถ้าเราเต็มไปด้วยความทุกข์ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราต้องเรียนรู้ที่จะเป็นอิสระจากความกังวล เป็นอิสระจากโปรเจ็คทั้งหลาย

ทางที่ง่ายก็คือ ขอให้ทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยร่างกายของเธอ ไม่ใช่จิตใจหรือสมอง เช่น เมื่อฉันดื่มชา ฉันจะหยิบถ้วยชาด้วยมือทั้ง 2 ข้าง เพราะมันช่วยในการฝึกสติได้ดีกว่า ...หากฉันวางถ้วยชาไว้ แล้วหยิบด้วยมือข้างเดียวก็ทำได้ ง่ายมาก แต่นั่นไม่ใช่การฝึกสติแบบเต็มร้อย เมื่อฉันต้องประคองถ้วยชาด้วยมือสองข้าง ฉันจะต้องหันหน้าไปมอง ศรีษะของฉัน ใบหน้า มือ จะพุ่งไปยังถ้วยชาทั้งหมด นี่คือการฝึกสติ การหยิบถ้วยชาด้วยมือข้างเดียวนั้น ฉันมองเธอไปด้วย แล้วหยิบถ้วยชาไปด้วยก็ได้ แต่ถ้าจะหยิบถ้วยชาด้วยมือทั้ง 2 ข้าง ฉันต้องหันศรีษะของฉันไปหาถ้วยชา ส่งสายตาไปยังถ้วยชา ---ถ้วยชาต้องการทั้งหมดของตัวฉัน นี่คือการฝึกสติ

ดังนั้นเธอควรฝึกที่จะทำอะไรเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ในขณะนั้น เดินก็เดิน คุยก็คุย อย่าเดินไปคุยไป มันทำให้การฝึกปฏิบัติไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร แต่บ่อยครั้งเราก็เดินไปคุยไปใช่ไหม บางทีเดินไป คุยไป กินไป พร้อมๆกันเลยด้วยซ้ำ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงไม่มีสติ สมาธิ ที่เข้มแข็งมากพอ  ฉันขอให้พวกเธอกลับมาดูแลตัวเอง ฝึกสติ สมาธิ แล้วเธอจะฟื้นความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ฟื้นการสื่อสารได้อีกครั้ง ฉันขออวยพร

alt