ศรัทธาแห่งสายน้ำ PDF Print

 

ศรัทธาแห่งสายน้ำ
โดยภิกษุณีนิรามิสา
 ๑๔ มกราคม ๒๕๕๔
ห้างสรรพสินค้า แฟร์รี่แลนด์ จ.นครสวรรค์

 

altบ้านที่แท้จริง

            ธรรมะสวัสดี วันนี้ คณะนักบวชหมู่บ้านพลัมจากอำเภอปากช่องได้มาเยี่ยมเยียนพี่ๆ น้องๆ ที่จังหวัดนครสวรรค์ เรามีโอกาสได้ร่วมสัมผัสการภาวนา เดินธรรมยาตราศรัทธาแห่งสายน้ำ ที่เริ่มเดิน จากต้นน้ำแม่ปิง จนมาถึงนครสวรรค์ ซึ่งเป็นที่รวมของแม่น้ำทั้งสี่ ตัวของหลวงพี่นิรามิสาเป็นชาวไทย ส่วนนักบวชท่านอื่นๆ มาจากประเทศเวียดนาม พอท่านเหล่านั้นได้เห็นเมืองนครสวรรค์ก็มีความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน ได้กลับไปไซ่ง่อน ช่วงนี้ถนนหนทางกำลังประดับประดาด้วยเทศกาลตรุษจีน ทำให้ท่านเหล่านั้นรู้สึกว่าได้กลับบ้าน

            เวลาเราพูดว่า  “กลับบ้าน”  จริงๆ แล้วเรากลับไปที่ไหน? เวลาที่เราสัมผัสกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แท้จริงแล้วเรากลับมาสัมผัสกับบ้านภายในตัวเรา เป็นเพราะว่า  บ้านอยู่ในใจของเรา เวลาที่เรากลับบ้าน คือเรากลับเข้ามาในใจของเรา แล้วเราก็จะเห็นบ้านข้างนอกเหมือนบ้านในใจของเรา  เมื่อเราสามารถที่จะนั่งอยู่ตรงนี้ แล้วใจเราไม่ได้วิ่งวุ่นไปที่ไหน เราก็กลับมาสู่บ้านที่แท้จริงได้

            ลมหายใจเป็นอาวุธอันประเสริฐมากในชีวิตของเรา ที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้เราใช้ตั้ง ๒๖๐๐ ปีก่อน เราอาจจะบอกว่า เราหายใจเสมอ เราหายใจอยู่แล้ว แต่มีกี่ครั้งที่เรามีสติ ตระหนักรู้อยู่กับลมหายใจ

 

ธรรมชาติในตัวเรา

            ในช่วงเช้าหลวงพี่ได้พาพี่ๆ คณะธรรมยาตราทำสมาธิ ทุกคนเดินด้วยกันเพื่อที่จะช่วยกันปกปักรักษาสายน้ำ เพราะปัจจุบันนี้โลกของเรากำลังเศร้ามาก ผืนดินของเราเต็มไปด้วยความเศร้าเพราะไม่ได้รับการดูแล มนุษย์ไม่ได้ให้มอบความรักความเมตตากรุณาอย่างเพียงพอให้กับผืนโลกของเรา เราใช้ผืนดิน ใช้ธรรมชาติ ใช้ทรัพยากรอย่างไร้สติ  เราปฏิบัติต่อธรรมชาติด้วยความรุนแรง ฉะนั้นเวลาที่เกิดเหตุการณ์สึนามิ คลื่นยักษ์ ก็เหมือนกับผืนดินกำลังร้องไห้ ด้วยความทุกข์ทรมาน

            เราอาจจะต้องกลับมาถามว่า เกิดอะไรขึ้น? โลกของเรากำลังเป็นอะไร ผู้คนกลัวกันว่าโลกนี้จะสลาย แล้วเราจะอยู่กันที่ไหน หลวงพี่คิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดต้องกลับมาถามตัวเราเองว่า “เกิดอะไรขึ้นในตัวเรา” เราได้ประพฤติปฏิบัติ มีวิถีชีวิตประจำวัน มีการบริโภคอย่างไรบ้าง และสิ่งเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อผืนโลกอย่างไร เราดูแลผืนโลกเพียงพอหรือไม่ เราพยายามที่จะใช้ผืนดินด้วยความเมตตากรุณาด้วยความเอาใจใส่เพียงพอหรือยัง เราเปิดโอกาสให้ต้นไม้ได้เป็นต้นไม้ เหมือนกับที่เราเองก็อยากจะเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงบ้างหรือเปล่า เราได้ให้โอกาสต่อต้นน้ำลำธารให้เขาได้มีโอกาสที่จะเป็นต้นน้ำลำธารอย่างที่เขาควรจะเป็นไหม เราได้ดูแลเขาบ้างหรือเปล่า

            บางทีเราไม่ได้คิดถึงสิ่งเหล่านี้เลย เพราะว่าเราไม่มีความสามารถที่จะมองอย่างลึกซึ้งว่าสิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเราอย่างไร เราไม่มีความสามารถที่จะเห็น ‘ต้นน้ำ’ ในยามที่เราเปิดน้ำ ยามที่เราดื่มน้ำ ยามที่เราอาบน้ำ เราไม่มีความสามารถที่จะใช้ภาวะขณะนั้นตระหนักรู้ว่า น้ำนั้นมาจากที่ไหน มาถึงเราได้อย่างไร เวลาที่เปิดก๊อกน้ำเราเพียงล้างมือให้เสร็จเร็วๆ เดี๋ยวจะได้ออกไปข้างนอก อาบน้ำเร็วๆ เราจะได้ไปเที่ยวต่อ เวลาที่เราดื่มน้ำเราไม่รู้ว่าเรากำลังดื่มอะไร เราดื่มความคิด ความกังวล เราไม่ได้ดื่มน้ำ

            ในวิถีการปฏิบัติของหมู่บ้านพลัม เมื่อบวชเข้ามาใหม่ เราจะต้องมีการเรียนจริยวัตร การประพฤติปฏิบัติทางธรรม เมื่อเปิดก๊อกน้ำเรารู้ว่าเรากำลังเปิดก๊อกน้ำ เมื่อเราหยิบแก้วน้ำ ดื่มน้ำ เรารู้ว่าเรากำลังหยิบแก้วน้ำ เพื่อดื่มน้ำ ถ้าเป็นเณรเพิ่งบวชใหม่ทุกท่านจะต้องฝึกเพื่อที่จะท่องจำสิ่งเหล่านี้ แม้เมื่อบวชแล้วเป็นภิกษุภิกษุณีแล้ว ก็ยังต้องฝึกต่อไป เป็นการฝึกปฏิบัติต่อเนื่อง  เมื่อเปิดน้ำเรากล่าวในใจพร้อมกับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก

 

หายใจเข้า น้ำจากต้นลำธารแห่งยอดเขาสูง  หายใจออก น้ำจากกลางแผ่นดินอันลึกซึ้ง

หายใจเข้า น้ำไหลหล่อเลี้ยงมวลชีวิตอย่างมหัศจรรย์  หายใจออก สำนึกถึงคุณของน้ำด้วยใจอันเต็มเปี่ยม

 

            หากเราใช้น้ำแบบนี้ ทุกวันๆ เราจะเห็นคุณค่าของน้ำ เราจะรู้ว่าน้ำที่ได้มาแต่ละหยด ไม่ใช่เป็นเพราะเราจ่ายค่าน้ำประปา มีเงินก็ใช่ว่าจะมีน้ำ แต่เพราะเรารู้ที่จะเห็นคุณค่าของน้ำ รู้ที่จะให้ความรักความเมตตากับน้ำ สิ่งแวดล้อม ต้นไม้ เราจึงได้น้ำมา สิ่งเหล่านี้คือการกลับมาดำรงชีวิตประจำวันของเราอย่างมีสติ

 

สายน้ำในตัวเรา

            ในร่างกายของเรามีน้ำกว่า ๗๐% เราดื่มน้ำทุกวัน เราเอาน้ำเข้าสู่ในร่างกาย เอาน้ำออกจากร่างกาย หมุนเวียนอยู่เสมอ เรากับน้ำไม่ได้แยกออกจากกัน หากเราขาดน้ำชีวิตของเราก็จะอยู่ไม่ได้ หากเราเห็นชีวิตเช่นนี้เราจะมีความระลึกรู้ในบุญคุณ เกิดความรักความเมตตาไม่กล้าทำลาย เพราะถ้าเราทำลายน้ำ ทำลายป่าไม้ เราก็ทำลายตัวเราเอง สักวันนึงเราคงอยู่ไม่ได้

            พี่ผู้หญิงท่านหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า ต้นธารของแม่น้ำปิงเป็นหินก้อนใหญ่ที่มีโพรง ไม่ใหญ่มากนัก ในโพรงนั้นมีน้ำใสสะอาด เห็นปลาชัดเจน จากโพรงตรงนั้น น้ำก็ค่อยๆ แผ่กว้างออกไป กว้างขึ้นมาถึง ๑ เมตร และกว้างขึ้นมาๆ กลายเป็นสายธาร เป็นแม่น้ำ และไหลมารวมกันที่เมืองแห่งสวรรค์ ที่นี่ กลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา หล่อเลี้ยงคนหลายล้านคน

 

บริโภคอย่างมีสติ

            น้ำในตัวของเรากับน้ำที่อยู่ภายนอกไม่เคยแยกออกจากกัน เรามีความเชื่อมโยงสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอยู่เสมอ เราเป็นหนึ่งเดียวกัน หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ตั้งคำศัพท์ขึ้นมาใหม่ว่า inter-being : ดั่งกันและกันพระพุทธองค์ทรงสอนว่าในชีวิตของเรา เรามีอาหารอยู่ ๔ ประเภท ที่ควรรับทราบ เพื่อจะสร้างพลังชีวิตของตนเองให้ถูกต้อง บริโภคให้ถูกต้อง เพื่อจะรักษาชีวิตตัวเอง รักษาผู้คนที่อยู่รอบข้าง รักษาสิ่งแวดล้อมที่เรากำลังอยู่ร่วม และ รักษาโลกใบนี้ให้อยู่กับลูกหลานของเราได้ตลอดไป

            อาหารประเภทแรก คือ อาหารทางปากอาหารที่รับประทานได้ ภาษาอังกฤษเรียก edible foods เวลาที่เรารับทานอาหารก็เป็นการฝึกปฏิบัติ ที่หมู่บ้านพลัมมีบทพิจารณาอาหาร ๕ ประการ เพื่อจะช่วยให้เราเห็นว่า ข้าวที่ได้มาสักเมล็ดหนึ่ง ไม่ใช่เป็นเพราะว่าเรามีเงินไปซื้อข้าวที่ร้านค้า หากเรามีโอกาสพิจารณาเมล็ดข้าว เราจะพบว่าในเมล็ดข้าว มีพื้นดิน ท้องฟ้า สายน้ำ แสงแดด และมีการทำงานหนักมากมายของชาวนา เวลาที่เราทานข้าวเมล็ดนึง เราจะเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้แล้วเราก็จะพบว่าเราไม่ได้แยกออกจากจักรวาล

            ภาษาเซนกล่าวว่า ดอกไม้ประกอบด้วยสิ่งที่ไม่ใช่ดอกไม้   ซึ่งก็มีอยู่ในพระสูตร เพชรตัดทำลายมายา พระสูตรของพุทธศาสนามหายาน ทำให้เราไม่ยึดติดอยู่ในตัวตนที่คิดว่าฉันเป็นมนุษย์ ฉันมีความวิเศษที่จะครอบครองธรรมชาติได้ กระทำทุกสิ่งที่ฉันอยากจะทำกับผืนดิน ในความเป็นจริง ผืนดินก็คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ที่ว่าง ผืนดินก็คือตัวเรา ถ้าเราทำลายเขา เราก็ทำลายตัวเราเอง

            เวลาที่เราเห็นว่ามนุษย์ประกอบด้วยสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ ดอกไม้ประกอบด้วยสิ่งที่ไม่ใช่ดอกไม้ เราจะสามารถมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุข รู้ว่าจะดูแลเขาอย่างไร เพราะถ้าทำลายเขาก็ทำลายตัวเราเอง นี่เป็นพระสูตรที่หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ แนะนำว่า พระพุทธองค์ทรงสอนระบบนิเวศน์เชิงลึก (Deep Ecology)อย่างชัดเจน พระพุทธองค์กล่าวถึงสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่ ๒๖๐๐ กว่าปีล่วงมาแล้ว ซึ่งเราควรศึกษาและนำมาใช้

            เวลาพูดถึงอาหารที่เรารับเข้าไปทางปาก เพื่อบำรุงหล่อเลี้ยงตัวของเรา หากเรารับประทานอาหารอย่างไม่มีสติก็จะเป็นผลเสียกับตัวเราเอง เป็นผลเสียกับคนรอบข้าง

            หากมองอย่างลึกซึ้งเราจะเห็นว่า สุรา เบียร์ต่างๆ ต้องใช้เมล็ดธัญพืชมากมาย กลั่น กรอง กว่าจะเป็นหยดสุรา พร้อมกันนี้เราก็รู้ว่ามีเด็กๆ ทั่วโลกเสียชีวิตวันละหลายหมื่นคน สหประชาชาติบอกว่าเด็กๆ เสียชีวิตวันละ ๔๐,๐๐๐ คน ด้วยภาวะขาดอาหาร หากเรานำธัญพืช เมล็ดพันธุ์ต่างๆ เหล่านั้นให้เขาได้รับประทาน แทนที่จะเอาไปทำสุราซึ่งใช้ทรัพยากรอย่างมหาศาล เด็กเหล่านั้นก็อาจจะมีชีวิตรอดได้ ถ้าเราทานอาหารอย่างมีสติ มองอย่างลึกซึ้ง เราจะรู้ว่าอะไรที่ควรบริโภคอะไรที่ไม่ควรบริโภค เพราะเด็กๆ ที่อยู่ในโลกเหล่านั้นก็คือลูกของเราด้วย เรามีความเชื่อมโยงกันเสมอ เราเป็นมนุษย์ร่วมโลก เป็นลูกของพระพุทธองค์ เป็นลูกของมนุษยชาติด้วยกัน

            อาหารประเภทที่สอง คือ อาหารทางประสาทสัมผัสอาหารประเภทนี้ เรารับเข้ามาทางตา หู  จมูก กาย ความนึกคิด ไม่ว่าจะเป็นการฟังดนตรี การดูหนังดูละคร ดูทีวี การอ่านหนังสือ การสนทนา หรือแม้แต่การคิด เหล่านี้ก็คือการบริโภค ถ้าหากเรารู้ที่จะบริโภคอย่างถูกต้อง รู้จักที่จะดูทีวีรายการดีๆ เพื่อจะรดน้ำเมล็ดพันธุ์ที่ดีที่อยู่ในตัวเรา หากเราดูละครมากๆ มีตัวอิจฉาทะเลาะกันอยู่เสมอ สักวันนึงเราจะประหลาดใจว่า เราก็มีพฤติกรรมเหมือนกับตัวอิจฉาในละคร พูดเหมือนกัน ทำหน้าตาเหมือนกัน เรากลายเป็นนางอิจฉา

            อาหารประเภทที่สาม คืออาหารทางเจตนาเป็นพลังชีวิตของเรา ในการดำเนินชีวิตเราอาจต้องถามว่าอยากทำอะไรบ้าง เวลาที่เรารู้ว่าอยากจะทำอะไร เป็นชีวิตที่มีความสุขมาก เพราะเริ่มเห็นทาง  สิ่งนี้เรียกว่าอาหารทางความปรารถนา ถ้ามีความปรารถนาที่ดี ชีวิตของเราจะไปได้ดี ความปรารถนาที่ลึกซึ้งจะทำให้เรามีพลังอยู่เสมอ อยากจะดำเนินชีวิตต่อไป พลังชีวิตที่เราบ่มเพาะได้ทุกวัน ภาษาทางพุทธเรียกว่า โพธิจิต พลังโพธิจิต จิตแห่งการตื่นรู้ จิตแห่งรัก จิตแห่งความปรารถนาในชีวิตของเรา  หลวงพี่อยากเชื้อเชิญให้ทุกท่านได้มีโอกาสกลับมา ถามตัวเองว่าเราปรารถนาอะไรที่ลึกซึ้งในชีวิต และสิ่งที่เราปรารถนานั้นนำพลังในแง่บวกมาให้เราหรือไม่ นำความสุขที่แท้จริงมาให้หรือไม่ หากเราพบแล้วขอให้ดำเนินต่อไป แล้ววันหนึ่งเราจะได้ใช้พลังนี้อย่างเต็มที่

 

            อาหารประเภทที่ 4 คืออาหารทางวิญญาณวิญญาณนี้เป็นจิตวิทยาในพุทธศาสนา กล่าวถึงจิตสำนึก จิตใต้สำนึก และสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมเหมือนอาหารที่เรานำเข้ามาสู่ร่างกาย หากเราเข้าไปอยู่ในชุมชนที่เต็มไปด้วยคนดื่มสุรา ลักขโมย สักวันเราก็จะเป็นอย่างนั้น นิสัย วิธีการพูด วิธีการคิด จะซึมซาบ ได้รับการรดน้ำเข้าไปในตัวเราทุกวัน นอนเนื่องในจิตใต้สำนึกและทำให้เรามีพฤติกรรมเหล่านั้น ถ้าเรารู้ว่าเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้ช่วยให้เราดีขึ้น เราต้องปรับปรุงสิ่งแวดล้อมนั้น แต่หากเป็นสิ่งแวดล้อมที่เราไม่สามารถจัดการอะไรได้ เราต้องออกจากสิ่งแวดล้อมนั้นไปหาสิ่งแวดล้อมใหม่ที่มีกุศลมากขึ้น มีความดีงามมากขึ้น อยู่ในกลุ่มผู้คนที่ประพฤติปฏิบัติดี ทำอาชีพที่สุจริต เปิดใจรับฟังเข้าใจซึ่งกันและกัน ใช้วาจาแห่งความรัก เป็นคนที่น่ารักต่อกัน

            สิ่งเหล่านี้พุทธองค์ทรงสอนให้เรากลับมาพิจารณา เพราะอาหารสี่ประเภทนี้จะมีผลต่อการดำเนินชีวิตของเรา จะมีผลต่อการดูแลตัวเองและการดูแลสิ่งแวดล้อม

            ในขณะที่หลวงพี่บรรยายธรรม พวกเราทุกคนก็กำลังช่วยบรรยายธรรมด้วย ขอบคุณหลวงพ่ออาทิตย์ที่รับฟังกับพวกเรา ขอบคุณผู้บริหารห้างสรรพสินค้าแฟรี่แลนด์ที่เกื้อกูลสถานที่ เวลา พร้อมกับจิตใจอันงดงาม ขอบคุณพี่ๆ น้องๆ ธรรมยาตราที่ให้โอกาสเราได้สัมผัสกับการงานที่งดงามตรงนี้ ขอบคุณพี่ๆ น้องๆ ชาวนครสวรรค์ทุกท่าน ขออวยพรให้ทุกท่านได้อยู่บนสวรรค์อยู่เสมอ ได้พบกับสวรรค์ในเรือนใจ สัมผัสกับบ้านที่แท้จริง กลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ กลับมาสัมผัสกับความสุขในปัจจุบันขณะได้อยู่เสมอ ขอบคุณทุกท่านที่รับฟัง

………………………………………………………………..