ชีวิตนักบวช ก้าวย่างสู่อิสรภาพ (ตอนที่ 5) PDF Print
ชีวิตนักบวชแห่งหมู่บ้านพลัม
ชีวิตนักบวช ก้าวย่างสู่อิสรภาพ

ตอนที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5

 
พุทธศาสนาในเอเชียต้องปรับปรุงใหม่ ทำอย่างไรให้คนทุกวัยเข้าถึงได้
เด็กๆ คนหนุ่มคนสาวหรือคนที่ไหนก็แล้วแต่ เอาไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน
การที่จะทำได้จะต้องเข้าใจพุทธศาสนา และจะต้องเปิดกว้างให้เห็นเนื้อหาจริงๆ
ที่คนเอาไปฝึกถึงแก่นเนื้อหา และยังมีลักษณะที่เปิดกว้างให้คนสำรวจได้อยู่เสมอ
เพื่อที่จะปรับให้เข้ากับสมัย ต้องเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า spirit ของศีล
 
ภิกษุณีนิรามิสา

สิ่งที่จะผลักเรา
ออกไปจากชีวิตนักบวช
คือความทุกข์ในตัวเราเอง
เวลาที่เรามีความทุกข์ในตัวเอง
เราไม่รู้วิธีที่จะดูแล
ความทุกข์ของเรา
ไม่รู้วิธีที่จะเปลี่ยนแปร
สภาวะความทุกข์ของเรา
ตัวเราเองเป็นตัวที่จะ
ผลักเราออกไปจากสังฆะ
ตัวเราเองเป็นตัวที่
บั่นทอนตัวเราเอง
และตัวเราเองเป็นผู้ที่
เลิกออกจากชีวิตนักบวช
 

ท่านรู้สึกว่ามีสิ่งใดที่บั่นทอนหรือเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตในลักษณะนี้ และมีสิ่งใดที่เป็นพลังให้ท่านใช้ชีวิตเช่นนี้ต่อไปคะ

     ชีวิตนักบวชก็เป็นชีวิตเหมือนกับการ ที่เราตัดสินใจจะปฏิวัติตัวเอง เหมือนเราตัดสินใจ เดินเข้าสู่สงคราม แต่เป็นสงครามแห่งสันติภาพ คือตัดสินใจที่จะไปสู่ทางหลุดพ้นจาก ทุกข์ การตัดสินใจคือการที่เราจะเผชิญกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น เรายอมที่จะเปิดตัวเอง เปิดจิตใต้สำนึก สัมผัสกับความดีงาม ยอมเผชิญกับความทุกข์ และหาวิธีที่จะเปลี่ยนแปร สภาพความทุกข์นั้นให้เป็นความสุข

     เพราะฉะนั้นเมื่อมองอย่างนี้แล้ว ไม่เคยมีอุปสรรคในเรื่องที่บั่นทอนว่า เอ๊ะ เราเป็น นักบวชมาแล้วคุ้มไหม ไม่คุ้ม ไม่เคยคิดอย่างนั้น เราตัดสินใจบวช เพราะเรารู้แล้วว่า เราต้องอยู่ได้ด้วยวิธีนี้เท่านั้น วิถีชีวิตแบบนี้กลายเป็นเนื้อหนังมังสาของเรา ถ้าเกิดว่า ถ้าไม่อยู่แบบนี้ก็ไม่รู้จะอยู่แบบไหน ฉะนั้นจะเห็นว่า เป็นวิถีชีวิตที่เราต้องการจะอยู่จริงๆ

     แต่สิ่งที่จะผลักเราออกไปจากชีวิตนักบวช คือความทุกข์ในตัวเราเอง เวลาที่เรามี ความทุกข์ในตัวเอง เราไม่รู้วิธีที่เราจะดูแลความทุกข์ของเรา ไม่รู้วิธีที่จะเปลี่ยนแปร สภาวะความทุกข์ของเรา ตัวเราเองเป็นตัวที่จะผลักเราออกไปจากสังฆะ ตัวเราเองเป็น ตัวที่บั่นทอนตัวเราเอง และตัวเราเองเป็นผู้ที่ออกจากชีวิตนักบวช

     ช่วงที่บวชใหม่ๆ ตอนที่เป็นสามเณรีก็จะมีช่วงเดียวที่มีความรู้สึกว่า โอ้โห ทำไมความ ทุกข์ในตัวเรามันช่างเยอะมากขนาดนี้ และจะมีแค่แว๊บเดียวเท่านั้นที่ตั้งคำถามว่า เอ๊ะ เดี๋ยวเราออกไปอยู่กับเพื่อนดีไหม เราก็จะช็อก เอ๊ะ เราคิดอย่างนี้ได้อย่างไร เพราะเรา รู้สึกว่าพลังที่เราจะอยู่เป็นนักบวชไปตลอดชีวิตนี้แรงมาก แต่ว่าด้วยความที่มีพลังแห่งสติ เพราะฉะนั้นกลับมาอยู่กับลมหายใจ เพราะเรารู้แล้วว่า หายใจเข้า อ๊ะ อันนี้เป็นความคิดที่ ไม่ก่อเกิดประโยชน์ หายใจออก เราก็ปล่อยวาง

     พอบอกกับสังฆะ สังฆะก็จะช่วยโอบรับเรา พอใครมาดูก็บอกว่า ไม่น่าตกใจ เพราะว่า ในช่วงนั้นอายุยังน้อย ทั้งอายุการบวชและวิธีที่จะดูแลความทุกข์ เราไม่รู้จักวิธีดูแลที่ ถูกต้องเพียงพอ เพราะฉะนั้น ต้องทำให้เมล็ดพันธุ์ตรงนี้ที่อยากจะหนีออกไป หนีออกจาก ทุกข์ของตัวเองเกิดขึ้นมาได้ พอเรามีพลังแห่งสติมันก็เกิดขึ้นมาแว๊บเดียวเอง แล้วก็ลงไป



     แต่ถ้าบางคนที่พลังแห่งสติไม่แรงพอ พลังแห่งโพธิจิตไม่แรงพอ หรือว่ารากฐานแห่ง ความเป็นพุทธะ หรือบุญบารมีของบรรพบุรุษไม่แรงพอ ก็ออกไปได้ง่าย แต่สิ่งที่จะช่วย คือสังฆะ สังฆะจะช่วยโอบอุ้มเราไว้

     ทีนี้ มีพลังอะไรบ้างที่ทำให้อยู่ในชีวิตนักบวช ที่ผ่านมาเวลาที่ชุมชนสังฆะที่หมู่บ้านพลัม ที่เราเห็นคือพลังแห่งบรรพบุรุษ เวลาคิดถึงบรรพบุรุษทางจิตวิญญาณที่เมืองไทย คิดถึง บรรดาครูบาอาจารย์ที่เมืองไทยที่เราเคยรู้จัก หรือบรรพบุรุษทางจิตวิญญาณที่ตกทอดมา จากหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ จาก ประเทศจีน จากเวียดนาม เรามีพลังขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เพราะฉะนั้นเวลามีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เช่น เอ๊ะ ทำไมหลวงพี่คนนี้ หรือหลวงน้องคนนี้มีท่าที แบบนี้ เราไม่ชอบเลย ความรู้สึกอย่างนี้ทำให้เราอึดอัดใจ บางทีเราก็คิดว่าทำไมเราอยู่ตรงนี้ ทำไมเราถึงบวช แต่ถ้าคิดถึงบรรพบุรุษของเรานะคะ พลังมันมาอย่างที่บอกไม่ถูก รู้สึกว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก และเราปล่อยวางได้ง่ายมาก

 
ภิกษุณีนิรามิสา

มีความยากลำบากในการแปรเปลี่ยนลักษณะนิสัยบางอย่างภายในตัวเองมากไหม

      เวลาเรามีวิถีชีวิตของนักบวช เราเรียนรู้ที่จะเกิดใหม่ บ่มเพาะนิสัยดีๆ มีจริยาวัตรทางธรรม ความเมตตากรุณา เรียนรู้ที่จะสัมผัส กับความดีงามในทุกๆ วัน สัมผัสกับสิ่งที่หล่อเลี้ยงบำรุงจิตใจเรา ในขณะเดียวกันสิ่งที่เป็นนิสัยไม่ดีที่เกิดขึ้นมา เราก็เรียนรู้ที่จะ แปรเปลี่ยน อันนั้นเป็นเรื่องปรกติของชีวิตนักบวชที่ต้องทำทุกวัน วิถีชีวิตนักบวชเป็นอย่างนั้น มันไม่ใช่การต่อสู้ เพราะเรามีชีวิตที่จะ ขัดเกลาตัวเองให้บริสุทธิ์สดใส และมีความแจ่มใสในวิถีปฏิบัติ มีปัญญาเกิดขึ้นเพื่อเราจะเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดขึ้น เข้าใจสิ่งต่างๆ ลึกซึ้ง เข้าใจตัวเองเข้าใจคนอื่น เราจะได้ช่วยตัวเอง ช่วยโลก ช่วยสังคม ได้อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นมันเป็นวิถีชีวิตปรกติของเราจริงๆ ไม่ใช่การที่จะต้องต่อสู้ เพื่อให้เรากลายเป็นคนใดคนหนึ่ง


คำว่าช่วยโลก ช่วยสังคม ในฐานะของภิกษุภิกษุณีคืออะไรคะ

     อันแรกคือเราต้องฝึกปฏิบัติเรียนรู้ที่จะ เข้าใจตัวเองก่อน เรียนรู้ที่จะเข้าใจตัวเอง เรียนรู้ที่จะมีวิธีช่วยตัวเองให้หลุดออกจากทุกข์ ในเวลาที่เราเป็นทุกข์ ในขณะเดียวกันเวลาที่เราทำอย่างนั้นได้ เราก็มีจิตใจที่จะช่วยคนอื่นไปโดยปริยาย พอเราผ่านทุกข์มา เรารู้สึกว่าเราไม่อยากให้คนอื่นเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น มันมีพลังแห่งความกรุณาที่เราอยากจะช่วยคนอื่น บางคนที่เข้ามาหมู่บ้านพลัม เขาเป็นทุกข์ เราก็สามารถที่จะแลกเปลี่ยนช่วยเขาได้ เวลาโลกเกิดสงครามขึ้นมา เราก็รู้วิธีที่จะกลับมาอยู่กับลมหายใจอย่างไร จะเดินทุกย่างก้าวอย่างเป็นสันติ เวลาที่มีทัศนะที่ถูกต้อง มีความนิ่งพอ มีความชัดพอแล้ว เราจะช่วยอธิบาย ช่วยกล่อมเกลาคนอื่น ช่วยคนอื่นให้มีกำลังใจมากขึ้น พอทุกคนทำอย่างนี้ก็จะทำให้มีสภาพแห่งสันติวิธีเกิดขึ้น เพราะสงครามที่เกิดขึ้น จริงๆ แล้ว เกิดจาก สงครามในตัวเองของทุกๆ คน ความโกรธ ความกลัว ความที่เป็นมิจฉาทิฐิที่มองสภาพเหตุการณ์และเหตุไม่ถูกต้อง แต่ละคนมีความ ขุ่นมัวตรงนี้ เมื่อมีความขุ่นมัวในระดับประเทศ ก็ทำให้เป็นกิจกรรมของสงครามได้ ถ้าเราจะช่วยสังคม ก็คือรู้จักที่จะอยู่กับตัวเอง ตามลมหายใจอย่างสงบ เหมือนน้ำใสที่นิ่งพอจะมองสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ไม่แบ่งว่าอันนี้เป็นฝ่ายอิรัก อันนี้เป็นฝ่ายอเมริกา แต่มอง ให้เห็นว่า เหตุปัจจัยอะไรที่ทำให้อิรักมีพฤติกรรมแบบนั้น เหตุปัจจัยอะไรที่ทำให้อเมริกาต้องคิดออกมาแบบนั้น เขาไปติดอยู่ ตรงไหนบ้าง ๐



ตอนที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5



สัมภาษณ์ภิกษุณีมิรามิสา
คัดจาก คอลัมน์สัมภาษณ์ นิตยสารสารคดี ฉบับ 223 เดือนกันยายน 2546
นิรมล มูนจินดา, วาสนา ชินวรากร : สัมภาษณ์