หน้าแรก > รู้จักกับหมู่บ้านพลัม > ชีวิตนักบวช ก้าวย่างสู่อิสรภาพ (ตอนที่ 4)
ชีวิตนักบวช ก้าวย่างสู่อิสรภาพ (ตอนที่ 4) PDF Print
ชีวิตนักบวชแห่งหมู่บ้านพลัม
ชีวิตนักบวช ก้าวย่างสู่อิสรภาพ

ตอนที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5

 

หลวงปู่ติชนัทฮันห์
ใช้คำกลอน เช่น

"หายใจเข้าฉันได้กลับมาแล้ว
หายใจออกฉันอยู่ที่บ้าน
หายใจเข้าฉันรู้สึกมั่นคง
หายใจออกฉันเป็นอิสระ
"

ท่านบอกว่า
แม้จะบวชมา 10 ปี
จะเป็นเจ้าอาวาส
จะเป็นธรรมาจารย์มา 20 ปี
หรือว่าเพิ่งจะบวช ห้าปี หนึ่งปี
หรือเพิ่งจะเริ่มฝึกวันนี้
คุณก็ต้องใช้อันนี้ฝึก
เรารู้สึกว่าสลายไปเลย
ความที่เคยถูกสอนมาก่อนว่า
ต้องทำเป็นขั้นเป็นตอน
ทำแล้วจะต้องไปแบบนี้ๆ
ต้องได้ขั้นนี้ๆ
 

ตอนบวชใหม่ๆ ใช้ชีวิตเป็นสามเณรีนั้น เป็นอย่างไรบ้างคะ

     ชีวิตสามเณรีที่หมู่บ้านพลัมเป็นชีวิต ที่งดงามมาก เพราะชีวิตของสามเณรีเป็นชีวิต เหมือนได้เกิดใหม่ บวชแล้วได้เหมือนเกิดใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในกายในใจเรา เหมือนได้รับพลังใหม่ทุกอณูเซลล์ พลังตรงนั้นทำให้เราสละความที่เคยทำงานมาก่อน เคยมีชื่อเสียง เคยมีเงินเดือน เคยมีทรัพย์สิน หรือเคยมีหน้ามีตาในบางเรื่อง เคยมีนิสัย แบบนี้ มีความเคยชินแบบนี้ ความสะดวกสบาย ความที่ตัวเองได้รับคำชื่นชมในบางอย่าง ในฐานะที่เป็นฆราวาส พอเราบวชเหมือนเราเกิดใหม่และเราปล่อยทุกสิ่งทุกอย่าง และมัน ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่า เราเกิดมาเป็นทารกน้อยๆ ใหม่จริงๆ และความงามของสามเณร สามเณรีเป็นอย่างนั้นจริงๆ เราได้เกิดเป็นลูกขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นลูกของอาจารย์ ของเรา ซึ่งเป็นผู้ที่ตกทอดมาจากพระพุทธเจ้า และมีโอกาสที่จะได้รับน้ำนมอันใหม่ คือ น้ำนมแห่งพระธรรมที่ให้ชีวิต

     ชีวิตสามเณรีที่หมู่บ้านพลัมค่อนข้างจะ พิเศษ เพราะถ้าเป็นสามเณรีที่อยู่ในประเทศ เวียดนามหรือประเทศทางพุทธก็จะทำงานหนัก และไม่มีโอกาสที่จะได้เรียนรู้ แต่ที่ หมู่บ้านพลัมหลวงปู่ท่านจะกลับตาลปัตรกัน ภิกษุณีต่างหากที่มีหน้าที่รับผิดชอบเยอะ และสามเณรีต่างหากที่จะมีโอกาสร่ำเรียน ปรกติแล้วถ้าเป็นในประเพณีเก่า ภิกษุณีเท่านั้น ที่จะมีโอกาสเป็นผู้อุปัฏฐากพระอาจารย์ได้ แต่ที่หมู่บ้านพลัม ผู้ที่เป็นสามเณรสามเณรี จะเป็นเณรอุปัฏฐากให้พระอาจารย์ เพราะท่านเห็นว่าเป็นเหมือนเด็กที่เกิดใหม่ เหมือนลูก ตัวน้อยๆ เหมือนทารกของท่าน ก็ต้องอยู่ใกล้ชิดและดูแล และให้โอกาสมากๆ ถ้าเป็น สายประเพณีเขาจะไม่ให้โอกาสเว้นแต่เราจะฝึกได้สมบูรณ์จริงๆ แล้วถึงจะทำได้

     หลวงปู่ท่านเป็นนักปฏิวัติในลักษณะนี้ จึงทำให้ชีวิตของสามเณรีมีชีวิตที่อิ่มเอิบไปด้วย การหล่อเลี้ยงทางธรรม คำสอนของท่านก็เหมือนน้ำนมแห่งพระธรรม ช่วยให้เราเกิดใหม่ เติบโตใหม่ และให้เราเป็นเด็กอีกครั้งหนึ่งที่จะน้อมรับสิ่งต่างๆ หรือยอมที่จะเปลี่ยนนิสัย ของตนเอง ยอมที่จะเข้าสู่กระแสธรรม เข้าสู่ครอบครัวแห่งธรรม เป็นชีวิตที่มีความสุขมาก ออกไปเดินเที่ยว ไปเดินสมาธิกับพี่ๆ น้องๆ ด้วยกัน ออกไปปิกนิก นั่งคุย ทำพิธีน้ำชา และ แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับทำไมถึงมาบวช เกิดอะไรขึ้น พอผู้หนึ่งเล่าเรื่องของตัวเองก็จะไป รดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งความรัก ให้พลังในการอยู่ร่วมกันได้มีพลังมากขึ้น เป็นชีวิตที่ได้เรียนรู้ เกี่ยวกับจริยาวัตรธรรมแบบใหม่

     ชีวิตของสามเณรีนี้สำคัญที่สุด เพราะว่าถ้าเราไม่เป็นสามเณรีที่มั่นคง มีพื้นฐานที่ดี การเป็นภิกษุณีก็ไม่สำเร็จ



ก่อนบวชและหลังบวชมีอะไรที่เป็น biggest transformation คะ

     Biggest transformation คือความสุขค่ะ ความสุขปีติที่แท้จริงที่ได้รับจากการปฏิบัติ เป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่า เราไม่เคยสัมผัสสิ่งนี้ มาก่อนเลย แล้วบอกเป็นคำพูดไม่ได้ เป็นพลังที่ไปตามแสงแห่งสติ ไปตามแสงแห่งพลังการปฏิบัติ และความที่ยังต้องกลับมาหา ฐานของจิตใต้สำนึกจริง ๆ ถ้าเรา transform ที่ฐาน เราก็ช่วยคนอื่น transform ได้อย่างแท้จริง เป็น transform at the base to help people all around, to help the world


เรื่องความต้องการทางเพศ สำหรับที่หมู่บ้านพลัมมีข้อแนะนำอย่างไร หลวงปู่ท่านมีอุบายอย่างไรที่จะให้นักบวช สามารถอยู่ได้

     สิ่งแรกต้องเข้าใจก่อนว่า มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ถึงแม้ว่าอายุมากแล้ว คนก็ยังมีพลังทางเพศอยู่ มันเป็นพลังอันหนึ่งของ มนุษย์ ถ้าเกิดพลังนี้ขึ้นมาในตัวเรา เรากำหนดรู้ หายใจเข้าเรารู้ว่าพลังนี้ขึ้นมา ลมหายใจออกเรารู้ว่าเราจะดูแลพลังนี้ สิ่งหนึ่งที่เรา จะทำคือเราจะเบี่ยงเบนความสนใจ เราจะตั้งสติ ตั้งอธิษฐาน ตามลมหายใจ เรารู้ว่าเราจะเปลี่ยนแปรพลังนี้ไปใช้ในทางจิตวิญญาณ ที่เป็นประโยชน์ เมื่อพลังนี้เกิดขึ้นเราอาจจะไปอ่านพระธรรม หรือทำในสิ่งที่รดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งความสุข เบิกบาน เราจะไม่จมอยู่กับ พลังตรงนี้ ข้อแรกคือกำหนดรู้พลังตรงนี้ขึ้นมา

     ข้อที่ 2 คือ เราต้องทำอะไรที่ไปรดน้ำให้เกิดพลังทางจิตวิญญาณขึ้นมาแทน ไปรดน้ำแห่งความงดงามในตัวเรา ให้มีความสุขปีติ เบิกบาน เมื่อเรามีความสุขปีติเบิกบานที่แท้จริงแล้ว เรามีพระโพธิจิต หมายถึง จิตแห่งแรงบันดาลใจลึกๆ แห่งความเป็นนักบวช พลังเหล่านี้จะไม่หมด เราจะมีพลังอย่างมากตลอดที่เราอยากทำ ไม่ว่าจะเป็นการแปลหนังสือพระธรรมให้ชาวโลกได้รู้ เป็นการเขียน กลอน การทำครัวเพื่อให้สังฆะได้รับอาหารที่งดงาม หรือว่าไปทำสวน

     เราต้องมีพลังโพธิจิตของเราว่า ทำไมถึงอยากบวช พลังความตั้งใจที่อยากจะบวช ต้องสร้างสรรค์พลังตรงนี้ตลอด ทุกวันเราจะต้องรดน้ำ และพลังตัวนี้จะบอกเราเองว่า ในวิชาชีพนักบวชจะต้องทำอย่างไร บวชแล้วก็เหมือนเป็นวิชาชีพอันหนึ่ง เป็น buddha's enterprise เป็นเหมือนเราทำกิจการร่วมกันกับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงปู่ก็จะ เตือนว่าเราจะต้องรู้ว่าเราทำอะไรที่เราชอบจริงๆ หมายถึงว่า เราทำสิ่งนั้นแล้วเกิดความสุข ความปีติ และจะนำพลังแห่งโพธิจิตขึ้นมา เป็นนักบวชจะต้องศึกษาตรงนี้ และรดน้ำตรงนี้ ตลอด เราอาจจะชอบทำงานด้านเขียนหนังสือ ก็อาจจะเขียนหนังสือ บางคนอาจจะทำ อะไรในด้านการแต่งบทสวดมนต์ ก็จะแต่งเพลงสวดมนต์ ชีวิตนักบวชต้องหาตรงนี้ ไม่ปล่อยให้ไปตามทำนองหรือฝึกไปวันๆ ก็จะสายก็จะตายไป ถ้ามีความต้องการทางเพศ ขึ้นมา อยากจะมีครอบครัว อยากจะแต่งงาน อยากจะมีลูกขึ้นมา มันก็จะไม่อยู่ แต่ถ้าเรามี พลังพระโพธิจิตจะทำให้เราเกิดความสุขปีติเบิกบาน ถ้าเรามีความสุขปีติเบิกบาน พลังนี้จะ ไม่เกิดง่าย มันไม่ขึ้นมาง่ายๆ แต่ว่าถ้าเราไม่พยายามรดน้ำตรงนี้ไว้ และพอเราไปอยู่ใน สภาพสิ่งแวดล้อม หรือสภาพสังคมที่มีสิ่งเหล่านี้ทางด้านตา หู เป็นเพลง เป็นภาพ ถ้าเรา เห็นปุ๊บ มันเข้าไปรดน้ำ เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้ด้วยว่า เราจะปกป้องอายตนะทั้งหกของ เราอย่างไร

     การหลีกหนีไปเสียจากตรงนั้นก็เป็นการปก ป้องตัวเอง เป็นการฝึกปฏิบัติศีลอย่างหนึ่ง ฝึกวัตรปฏิบัติทางธรรม กิริยามารยาททางธรรม เรารู้ว่าสิ่งไหนที่เรารับเข้ามาแล้ว มันสัมผัสอะไรในตัวบ้าง ถ้าเป็นสิ่งที่เป็นอกุศลเราก็จะปกป้องตัวเอง ไม่รับสิ่งนั้นเข้ามา

 


     เพราะฉะนั้นต้องมีเรื่องศีลเข้ามาช่วยแต่ ต้องเข้าใจศีลได้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่เป็นลักษณะไปห้ามไปกดพลังความกำหนัดทางเพศ เพราะมันก็จะยิ่งโตขึ้นมา เหมือนที่อธิบายเรื่องความโกรธ ถ้าไปกดปมความโกรธ ไม่ได้ปล่อยให้มันขึ้นมา แล้วเอาพลังสติโอบกอด มันจะโตขึ้นมา สักวันมันจะใหญ่มาก เราโอบกอดไว้ไม่ไหว เราจะต้องเสียไป จะต้องไปตามพลังนี้

     ศีลจึงเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะถ้านักบวชไม่ได้มีความตรัสรู้ หรือว่ารู้ทันมากๆ จะต้องฝึกตามรู้ เพราะเรารู้ไม่เท่าทันตัวเอง นักบวช จะต้องศึกษาวัตรปฏิบัติทางธรรมก่อน ซึ่งจะบอกรายละเอียดเลยว่าเราจะต้องทำอย่างไร จะต้องเจริญสติกับการเดินอย่างไร เมื่อไป ถึงวัดที่อื่นจะต้องทำอย่างไรบ้าง ถ้าอยู่ในวัดของผู้เป็นเพศตรงข้าม จะต้องทำอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่สะสมมา เป็นเหมือนกับภูมิปัญญาส่งทอดกันมาแต่พุทธกาล เพื่อปกป้องเรา

     ส่วนตัวนิรามิสาแล้วเป็นสิ่งที่เป็นบุญคุณ มาก ดีใจที่ว่าตั้งแต่สมัยพุทธกาลมีท่านเหล่านี้ที่หลงที่ทำผิดไปก่อน ให้เราเห็นว่าท่าน ก็เป็นมนุษย์ปุถุชนสามัญธรรมดา ท่านมีความผิดพลาดบางอย่างไปแล้วก็เริ่มต้นใหม่ และเขียนสิ่งที่เป็นประโยชน์กับเราเป็นข้อเตือน ให้เรา เพื่อที่คนรุ่นใหม่ไม่ต้องไปทำซ้ำรอยเดิม และเราก็ได้รับการปกป้องไปในตัว ศีลในสมัยนี้ก็ยังต้องทำอย่างนี้อยู่ค่ะ ยังต้อง มองให้ชัด ให้เติม ให้แก้ ให้เท่าทันตามความเป็นจริง

(โปรดติดตามตอนที่ 5 ตอนจบ)

ตอนที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5



สัมภาษณ์ภิกษุณีมิรามิสา
คัดจาก คอลัมน์สัมภาษณ์ นิตยสารสารคดี ฉบับ 223 เดือนกันยายน 2546
นิรมล มูนจินดา, วาสนา ชินวรากร : สัมภาษณ์