ชีวิตนักบวช ก้าวย่างสู่อิสรภาพ (ตอนที่ 3) PDF Print
ชีวิตนักบวชแห่งหมู่บ้านพลัม
ชีวิตนักบวช ก้าวย่างสู่อิสรภาพ

ตอนที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5

 
ท่านติช นัท ฮันห์

พอฝึกไปแล้ว
มันเป็นแสงและมีความสุขมาก
มีความสุขอย่างแท้จริง
พอมีความสุขอย่างแท้จริง
ที่บอกไม่ถูก
ก็รู้สึกว่า ชีวิตนักบวช
เป็นชีวิตที่ประเสริฐมาก
ก็เลยปล่อยความติดยึด
เรื่องการงาน เรื่องเงินทอง
ฐานะที่เรามีได้ง่าย
เพราะเราสัมผัสกับ
ความสุขที่แท้จริง
เราอยากอุทิศชีวิต
ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกชั่วขณะ
ให้แก่การมีชีวิตแบบนี้
 

ท่านมีแรงบันดาลใจอะไรที่ทำให้เดินทางไปพบหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ถึงยุโรปคะ

     โดยส่วนตัวพื้นฐานมีความสนใจทางธรรม อยู่แล้ว และตอนนั้น (พ.ศ. 2536) ไปยุโรป ด้วยเหตุปัจจัยพร้อมในแง่ที่ว่าเราไปในเรื่องงาน เพราะเราทำงาน กับองค์การ American Friends Service Committee (AFSC) ซึ่งเป็นเอ็นจีโอองค์กรหนึ่งของอเมริกา แต่รับทุน จากทางยุโรปตะวันตก เพราะฉะนั้น ประเทศเหล่านั้นก็ให้ทุนเราเดินทางไปเยี่ยมองค์กร ผู้ให้ทุน เพื่อรายงานว่าเราทำโครงการไปถึงไหน มีความสำเร็จอย่างไร พอได้มีโอกาส ไปที่นั่นแล้ว ก็ขออยู่ต่อหลังจากที่ทำงานเสร็จ เพื่อที่จะเรียนรู้เรื่องพุทธศาสนาที่อยู่ทาง ตะวันตก เพราะเคยได้ยินอาจารย์โกวิท เอนกชัย หรือบางคนบอกว่า อนาคตพุทธศาสนา ทางเอเชียจะเสื่อมลง และพุทธศาสนาจากตะวันตกจะกลับมาทางเอเชียอีก และได้ข่าว ด้วยว่าทางตะวันตกเริ่มสนใจพุทธศาสนา และฝึกได้ดีพอสมควร เลยอยากไปดู ทั้งของ หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ที่ฝรั่งเศส และของอาจารย์ชาที่สวิตเซอร์แลนด์ แต่ก็ได้โทรติดต่อ ไปทางหมู่บ้านพลัมก่อน

     ตอนที่โทรไปหมู่บ้านพลัม หลวงแม่คือ ซิสเตอร์เจิ่นคอม (ผู้เขียนหนังสือ รักที่แท้ หรือ Learning to Love) เป็นคนรับโทรศัพท์ ท่านเป็นภิกษุณีอาวุโส ท่านคงผ่านมา รับโทรศัพท์ ก็บอกท่านว่าเราเป็นคนไทยมาจากเมืองไทย ช่วงนี้เราต้องไปทำงานที่ยุโรป อยากจะไปที่หมู่บ้านพลัม ท่านบอกว่าไม่ต้องมาช่วงนั้น หลวงปู่และคณะจะไปเยอรมนี และท่านก็บอกหมดนะคะว่าให้โทรหาใครที่เยอรมนี เขาจัดที่ไหน มีความรู้สึกว่าเสียงท่าน ใส น่ารักมาก ใจดี ชวนคุย เราก็ถามท่านว่าชื่ออะไร ท่านบอกว่าชื่อ True Emptiness สัจจาสุญญตา

     พอเราได้มีโอกาสมาอยู่หมู่บ้านพลัมจริงๆ เราก็ได้รู้ว่า ปกติท่านไม่รับโทรศัพท์ ท่านก็ถามว่ามาได้ยังไง เป็นคนไทยคนเดียว มีคนโทรไปที่หมู่บ้านพลัมหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยเจอหลวงปู่เลย เราโทรไปครั้งเดียวแล้วท่านก็เป็นคนรับโทรศัพท์ และท่าน เป็นคนเดียวที่มีข้อมูลทั้งหมด เพราะท่านเป็นคนจัดรายการต่างๆ ให้หลวงปู่เดินทาง คนไทยมักจะเรียกเป็นโชค แต่ท่านบอกไม่ใช่โชค แต่เป็นเหตุปัจจัยที่มันพร้อม



ตอนเป็นฆราวาสท่านก็ฝึกปฏิบัติควบคู่กันไปด้วยอยู่แล้ว ทำไมจึงตัดสินใจบวชคะ

     อันที่หนึ่งคือ พอฝึกไปแล้วมันเป็นแสงและมีความสุขมาก มีความสุขอย่างแท้จริง บอกไม่ถูก พอมีความสุขอย่างแท้จริงที่บอกไม่ถูก ก็รู้สึกว่าชีวิตนักบวชเป็นชีวิตที่ ประเสริฐมาก มันก็เลยปล่อยความติดยึดเรื่องการงาน เรื่องเงินทอง ฐานะที่เรามีได้ง่าย เพราะเราสัมผัสกับความสุขที่แท้จริง เราอยากอุทิศชีวิตตลอด 24 ชั่วโมง ทุกชั่วขณะ ให้แก่การมีชีวิตแบบนี้ การฝึกปฏิบัติแบบนี้ และเรารู้ว่าพอเราฝึกตรงนี้ได้ เรามีความสุข ที่แท้จริง เราจะเห็นทางหลุดพ้น เราจะหลุดพ้นจากความทุกข์ของเราได้มากขึ้น และ สามารถจะช่วยคนอื่นได้มากขึ้น เป็นความตั้งใจที่มีมาตั้งแต่ยังสาวๆ ว่าเราอยากทำงาน ช่วยคนอื่น ทำอะไรก็ได้ที่พอจะช่วยคนอื่นได้บ้าง ก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ได้ออกไปจากสิ่งที่ เราตั้งปณิธานเกี่ยวกับชีวิตตนเอง แต่มันมีเพิ่มขึ้นมาอีกตรงที่ว่า ไปทางนี้แล้ว มันง่าย กว่าเยอะ มีความสุขมาก

     ก่อนหน้านี้เคยมีความรู้สึกเหมือนว่าอยาก บวช แต่มีความรู้สึกอยากบวชเพราะ อยากหนี ทั้งเรื่องงานและเรื่องที่ต้องแก้ไขในชีวิต ตอนนั้นรู้เลยว่า ความรู้สึกอยากบวช ไม่ใช่ความรู้สึกที่แท้จริง ก็เหมือนกับแม่ชีสมัยก่อน พอฝึกกับหลวงปู่ ท่านก็เป็นคนพา ให้กลับไปหาชีวิตเดิม ท่านบอกว่าต้องแก้ตรงที่เราอยู่เดี๋ยวนี้ กลับไปที่ที่เดิมที่มา และ ฝึกจากตรงนั้น

     ฝึกไปเรื่อยๆ มันถึงเป็นแสงเป็นทางออกมาเลย ออกมาเองว่าไปทางนี้ ไม่เคยคิดว่า ตัวเองอยากจะเป็นภิกษุณี แต่ว่าฝึกแล้วเป็นแสงเป็นพลังแห่งการปฏิบัติ ในวันเกิดครบ รอบ 36 ปี เดินจงกรมแล้วได้รู้ว่าต้องมีชีวิตนักบวช แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร เพราะหลายอย่าง มันยังไม่ลงตัว

 
ภิกษุณีนิรามิสา

ภิกษุณีนิรามิสา

     มีอยู่ช่วงหนึ่งตอนที่ทำงานอยู่ที่ยูนิเซฟ นายจ้างชวนเราว่าไปทำงานกับฉันไหม ฉันจะไปประเทศจีน ที่จริงเป็นตำแหน่งที่ดีและ เงินจะดีด้วย คิดอยู่แค่หนึ่งนาทีเอง พอคิดขึ้นมาปุ๊บแล้วเห็นเลยว่า ภาระที่จะต้องแบกรับและความทุกข์ต่างๆ แต่เมื่อไรที่คิดถึง หมู่บ้านพลัม คิดว่าจะได้ไปสัมผัสธรรมอีก หรือว่าเริ่มแปลงานหลวงปู่ หรือว่าอ่านหนังสือของหลวงปู่แล้ว เราจะมีพลังอย่างมากเลย เพราะเราทำเหมือนเราทำงานอดิเรก แต่ว่ามีความสุขมากๆ ก็เลยตามแสงทางธรรมตรงนี้ไป

     ตอนนั้นก็จะมีคำถาม ทุกคนถามว่า อุ๊ย ถ้าผู้หญิงบวชจะล้มเหลว มีปัญหากับคู่ครองแล้วมาบวช หรือว่ามีความทุกข์ ไม่ประสบ ความสำเร็จในชีวิต แต่ลึกๆ ในตัวเรารู้ว่ามันไม่ใช่ มันมีอะไรที่มันลึกกว่านั้น ก็พยายามจะเข้าใจ ก็ฝึกเจริญสติ เจริญสติธรรมดา ไปเรื่อยๆ ไม่คิดมาก

     มีสองสามเหตุการณ์ที่มักจะโผล่ขึ้นมากลางดึก ไม่ใช่ฝัน เป็นภาวะที่ตื่น แต่เป็นความเข้าใจว่ามาจากจิตใต้สำนึกขึ้นมา เห็นชัด เลยว่าระลึกถึงตอนที่อยู่ ป. 2 ไปงานศพย่า ย่าเป็นคนปทุมธานี เป็นคนมาจากเมืองจีน มีร้านขายทอง งานศพของคนจีนเขาจะทำ กงเต็ก และเชิญนักบวชคนจีนแคะมาสวด นักบวชเป็นผู้หญิง แต่ไม่เหมือนแม่ชีไทย ไม่โกนหัว แต่เก็บผมเรียบร้อย ใส่ชุดดำ เรารู้แต่ว่าเขาเป็นอย่างนี้ไปตลอดชีวิต กินเจ มีคำสวดที่เป็นคำสวดของจีน มีตีฆ้อง ตีฉิ่ง เพราะมาก

     ตอนนั้นนั่งดูอยู่เฉยๆ รู้สึกว่าข้างในนิ่งเงียบ เขาทำอย่างนี้เจ็ดวัน หลานหลายคนจะร้องไห้ แต่เราไม่ร้อง คนจะว่าว่าเราไม่รักย่า เรามีความรู้สึกว่ารักย่า แต่ไม่รู้สึกว่ามันต้องโศกเศร้า ตอนเห็นเขาเดินสวดอยู่ เสียงเพลงที่สวดคล้ายมโหรี ก็มีความรู้สึกแรงมากว่า เราอยากมีชีวิตแบบนั้น สิ่งที่สัมผัสได้ก็คือสันติ สันติในตัวเขาเวลาเห็นเขาเดินสวด พอกลับมาดูอีกทีตอนเราโต เราอยากมีชีวิต แบบนั้น เพราะมันมีความงาม ความสงบ ความนิ่ง มีสันติ มีความเบิกบาน มีความรู้สึกว่า โอ้ เราเข้าใจแล้ว เข้าใจว่า มันก็มีอยู่ในตัวเรา มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว แต่เราอาจจะไม่ได้มีโอกาสรดน้ำตั้งแต่ตอนนั้น พอปี 2541 ได้บวช ตอนได้บวชก็เป็นช่วงที่มีความสุข เพราะมัน เหมือนเราได้เปลี่ยนชีวิตใหม่ มีความรู้สึกว่าเราไม่มีเงินเลย แต่เราร่ำรวยมาก (หัวเราะ)


สนทนาธรรม

เหตุปัจจัยร่วมของการเป็นนักบวช
คือการมีจิตใจที่เป็นโพธิจิต
มีจิตแห่งความรัก จิตที่ลึกๆ
อยากจะมีชีวิตที่ลึกซึ้งมีความหมาย
อยากจะใช้ความรักอย่างแท้จริง
อยากจะช่วยตัวเองและช่วยผู้อื่น
อยากจะทำอะไรที่มันยิ่งใหญ่
มากไปกว่าการออกไป
เรียนหนังสือให้จบ
ได้ปริญญาหลายใบ
ไปทำงาน มีครอบครัว
มีเงินทองมากๆ
มีลูกมีเต้า เลี้ยงหลาน
มีครอบครัวที่มั่นคง
 

เท่าที่ท่าน เห็นหรือเคยแลกเปลี่ยนกับภิกษุณีรูปอื่นในหมู่บ้านพลัม เหตุปัจจัยใด อันเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้ใครสักคน โดยเฉพาะผู้หญิง ที่ตัดสินใจบวชเป็นภิกษุณี

     เหตุปัจจัยร่วมของการเป็นนักบวชคือ การมีจิตใจที่เป็นโพธิจิต มีจิตแห่งความรัก จิตที่ลึกๆ อยากจะมีชีวิตที่ลึกซึ้งมีความหมาย อยากจะใช้ความรักอย่างแท้จริง อยากจะ ช่วยตัวเองและช่วยผู้อื่น อยากจะทำอะไรที่มันยิ่งใหญ่ มากไปกว่าการออกไปเรียน หนังสือให้จบ ได้ปริญญาหลายใบ ไปทำงาน มีครอบครัว มีเงินทองมากๆ มีลูกมีเต้า เลี้ยงหลาน มีครอบครัวที่มั่นคง คนที่มาบวชส่วนใหญ่พอคิดมาถึงตรงนี้แล้ว จะมี ความรู้สึกว่า ไม่แน่ใจว่าเราจะไปทางนี้ไหม เพราะรู้สึกว่ามันหนักอึ้ง มันเป็นทุกข์ อยากทำอะไรเพื่อให้ชีวิตมีอิสระมากกว่านี้ มีความเบาบางมากกว่านี้ คือมีจิตฝักใฝ่ตรงนี้ อยู่ทุกคน มีพระโพธิจิตอยู่ เพียงแต่ว่ามีแรงมากน้อยแค่ไหน บางคนมีแรง ก็จะเป็น อย่างที่หลวงย่าบางรูปบอกว่า จะอยู่บ้านไม่ได้เลยตั้งแต่อายุห้าหกขวบแล้ว ต้องเข้าวัด เพราะอยู่บ้านแล้วร้องไห้ อันนั้นเหมือนกับว่าเป็นจิตที่คงสั่งสมมาด้วยจากบรรพบุรุษ ที่ตกทอดมาอยู่ในทุกอณูเซลล์ของท่าน มีหลายรูปที่จะบวชตั้งแต่เด็ก เพราะว่าไปวัด แล้วชอบ

     เหมือนกับที่นิรามิสาตัดสินใจไปวัด พอเราฝึกแล้วมันมีความสุข พอเรารู้สึกว่าเป็นสิ่ง ที่ดีสำหรับเรา เวลาเราปล่อยวางเรื่องอื่นๆ จึงเป็นเรื่องไม่ยาก ไม่ต้องพยายามปรับมัน แต่ปล่อยมันเหมือนตัดออกไป เพราะเรารู้สึกว่าได้สัมผัสกับความสุขที่แท้จริง เพราะเรา สามารถกลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะได้ สามารถที่จะอยู่อย่างมีสติ อยู่กับลมหายใจ ฝึกไปเรื่อย ๆ แล้วรู้ว่า การกลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะเป็นสิ่งที่มีความสุขลึกซึ้ง เปี่ยมปีติ และหาวาจาขึ้นมากล่าวไม่ได้ พอสัมผัสอย่างนั้นแล้วรู้สึกว่า ชีวิตเราไม่ต้องการอะไรอีก มันเป็นความสงบ เป็นความปีติสุขที่เราไม่ต้องหาอะไรอีกแล้ว

(โปรดติดตามตอนที่ 4)

ตอนที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5



สัมภาษณ์ภิกษุณีมิรามิสา
คัดจาก คอลัมน์สัมภาษณ์ นิตยสารสารคดี ฉบับ 223 เดือนกันยายน 2546
นิรมล มูนจินดา, วาสนา ชินวรากร : สัมภาษณ์