ชีวิตนักบวช ก้าวย่างสู่อิสรภาพ (ตอนที่ 2) PDF Print
ชีวิตนักบวชแห่งหมู่บ้านพลัม
ชีวิตนักบวช ก้าวย่างสู่อิสรภาพ

ตอนที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5

พอได้มาอยู่ที่หมู่บ้านพลัม เรารู้สึกว่าเราได้สัมผัสสิ่งที่เป็นตัวเราเองจริงๆ
เรารู้สึกเราได้เดินอย่างที่เราอยากเดิน เราได้ยิ้ม เราได้คุยอย่างที่เราอยากคุย
เราได้นิ่งอย่างที่เราอยากนิ่ง ไม่ต้องพยายามเป็นใครที่มากกว่าตัวเรา
ไม่ต้องพยายามพูดมาก เพื่อให้คนอื่นฟังแล้วยอมรับเรา
หรือเขาจะรู้สึกว่าเรา socialise เป็น หรือแสดงให้เขารู้ว่าเรามีความรู้ความคิดอย่างนี้
หรือจะต้องพยายาม please คนอื่นมากเกินไป หรือทำอะไรที่ดูแล้วดีเพื่อให้คนอื่นชอบเรา
 
 
ภิกษุณีนิรามิสา

ตอนนั้นเงื่อนไขไม่เพียงพอ
ที่ดึงเราให้อยากบวช
เพราะในเมืองไทย
ประเพณีการบวชของผู้หญิง
มีแต่แม่ชีตลอด เราเห็นแม่ชี
เป็นคนรับใช้พระ ไปอยู่ก้นวัด
ไม่เห็นแม่ชีได้เรียน
พอกลับไปมองก็เข้าใจว่า
มันเป็นเหตุปัจจัย
เพราะสภาพของเมืองไทย
เป็นอย่างนี้นี่เอง
จิตสำนึกสะสมรวมของสังคม
มันเป็นอย่างนี้ มันตกทอดมา
ตั้งเป็นหลายร้อยพันปี
ที่รู้สึกว่าภาพพจน์ของผู้หญิง
ถ้าบวชจะเป็นคนล้มเหลว คนอกหัก
ก็เลยทำให้เราไม่ถูกดึงไปด้านนี้
 

ตอนเด็ก ๆ ท่านเป็นอย่างไรคะ

     ตอนเด็ก ๆ จะเรียบร้อยมาก จนได้รางวัลความประพฤติดีตอนเรียนอยู่ ป. 2 กับ ป. 4 จำได้ว่าตอน ป. 2 เราไม่พูดเลยตลอดทั้งปี เป็นเด็กเงียบ พอ ป. 6 กลับกลายมาเป็น เด็กแก่น เป็นเด็กกวนคุณครู เป็นหัวโจก พอไปเรียนเรื่องการศึกษาเด็กเล็กที่อเมริกา เลยได้เข้าใจว่า เป็นธรรมชาติของวัยที่เปลี่ยนไป เราต้องการหาสัญลักษณ์ของตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง เป็นอิสระ เป็นเอกราช เราอยากหาอะไรที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเรา นึกถึงกลับไปแล้ว สงสารคุณครูจังเลย (หัวเราะ) พอเริ่มโตขึ้นไป ม.ศ. ปลาย ก็จะเริ่ม ลงตัวขึ้นมาได้


รู้จักหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ได้อย่างไรคะ

     ตอนอายุ 16 เรียนอยู่ ม.ศ. 3 กำลังจะต่อมัธยมปลาย โยมพี่สาวคนโต (นงลักษณ์ พันธจารุนิธิ) สอบเข้าคณะทันตแพทยศาสตร์ มหิดลไปก่อนแล้ว และอยู่ชมรม พุทธศาสตร์ ได้ให้หนังสือชื่อ "ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ" ของ หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ มีคุณประชา (หุตานุวัตร) สมัยที่ยังเป็นพระประชา ปสนฺนธมฺโม เป็นผู้แปล อ่านครั้งแรก รู้สึกประทับใจมาก เป็นสิ่งที่มีคุณค่า เอาไปใช้ได้ เป็นหนังสือที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ดูเหมือนกับว่าเป็นพระเขียน แต่ชื่อ ติช นัท ฮันห์ นี้บ้านเราไม่คุ้นเลย ตอนนั้นก็ไม่ได้ สนใจหรอกว่าใครเป็นผู้เขียน แต่สนใจว่าเป็นหนังสือที่ดี ก็ลองเอามาใช้ ยิ้มให้ตัวเอง ทุกวันในกระจก ล้างจานเพื่อล้างจาน เราสะดุดใจมากตอนนั้น พอมาอยู่ที่หมู่บ้านพลัม ยังบอกพี่สาวว่า ขอบคุณพี่สาวที่เอาหนังสือให้ เหมือนกับเป็นผู้เปิดประตูธรรม สัมผัสกับ ท่านครั้งแรก ขอบคุณที่พระประชาแปล ได้อ่านตั้งแต่อายุยังน้อยๆ

     ช่วงนั้นพี่สาวก็ชวนไปเข้าชมรมพุทธฯ และได้ไปสวนโมกข์หลังจากจบ ม.ศ. 3 ตอนนั้นรู้สึกว่าพุทธศาสนา ไม่ใช่เรื่องของคนเฒ่าคนแก่ ไม่ได้เป็นของงมงายเลย แต่เป็นวิทยาศาสตร์ เอาไปใช้ได้ มีเสียงที่แรงอยู่ในใจว่า ชีวิตของคนเราต้องมีพื้นฐาน ทางด้านจิตวิญญาณ ใครก็ตามที่ไม่มีพื้นฐานทางด้านจิตวิญญาณ มีชีวิตไม่รอดหรอก แต่พอมาพิจารณาดูตอนหลัง ความไม่รอดก็คือ อาจจะมีชีวิตอยู่ แต่ก็อยู่เหมือนคน ตายแล้ว คือไม่มีชีวิตทางด้านจิตใจ อยู่แต่ทางกายเฉยๆ แต่ไม่ alive ไม่เบิกบาน เป็นเสียงที่มันก้องมากอยู่ในใจว่า เราก็มีพื้นฐานทางด้านจิตวิญญาณ เราจะเอา พุทธศาสนานี่แหละเป็นที่พึ่ง เพราะเราเป็นคนพุทธมาเกิดเมืองพุทธ แล้วอีกเสียงหนึ่ง ที่ก้องก็คือ เป็นผู้หญิงก็ฝึกปฏิบัติธรรมได้ ทำอะไรได้เยอะแยะ



ทำไมเด็กสาวอายุ 16 ไม่อยากจะเที่ยวเล่น ไปดูหนัง ไปสยามสแควร์ หรือมีชีวิต อยู่กับเพื่อนๆ มากกว่าล่ะคะ

     (หัวเราะ) มีช่วงที่ไปสยามสแควร์นะคะ คุณพ่อคุณแม่ท่านให้สตางค์ค่าขนมทุกสอง อาทิตย์ พอได้ค่าขนมปุ๊บก็เอาเงินไปซื้อผ้าสำหรับตัดเสื้อผ้าสวยๆ ใส่ เวลาที่เหลือใน สองอาทิตย์ก็ขนข้าวจากที่บ้านไปกินที่โรงเรียน เพราะไม่มีเงินซื้อข้าวกิน (หัวเราะ) เป็นช่วงหนึ่งประสาวัยรุ่นค่ะ

     ตอน ม.ศ. 3 เห็นเพื่อนๆ แอบอ่านหนังสือนิยายใต้โต๊ะในเวลาเรียนกัน อ่านเป็นเล่มๆ เลย เช่น คู่กรรม เราก็พยายามอ่านพวกพ็อกเก็ตบุ๊กบ้าง แต่ทำไมเราไม่ติด อ่านได้ไม่เยอะ แต่เมื่อไรที่มาอ่านหนังสือทางด้านจิตวิญญาณ หรือเรื่องปรัชญาเรื่องธรรมะ เรากลับอ่าน ได้นาน เพลงวัยรุ่นก็ฟังทั้งเพลงไทย เพลงภาษาอังกฤษ แต่พอฟังเพลงเพื่อชีวิตแล้วก็ฟัง ได้นาน เกิดความรู้สึกประทับใจ

     ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเงื่อนไขที่พี่สาวดึง เข้าไปหาชมรมพุทธฯ การมีโอกาสเข้าไปสัมผัส และทำกิจกรรมที่มหิดลตั้งแต่อยู่มัธยมปลาย ทำให้เราได้รับน้ำหล่อเลี้ยงตรงนี้ แทนที่จะ ได้แต่ทางเดียวคือการเสพเพลงทั่วไป หรือไปเดินชอปปิงตามสยามสแควร์ เราก็รู้สึกว่า มันมีทางอื่นด้วย เป็นเงื่อนไข เป็นบุญบารมี ภาษาอังกฤษอาจจะเรียกว่า cause recognition ภาษาธรรมเรียกว่าเหตุปัจจัย ทำให้เราเข้าใจว่าที่จริงแล้ว ชีวิตเราประสานกับ ทุกส่วน ถ้าไม่มีตรงนี้ในช่วงชีวิตนี้ก็คงไม่ได้ช่วยเปิดประตูตรงนี้แน่

 
หนังสือ 'ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ'

เดินจงกรม

ตอนนั้นไม่รู้สึกแปลกแยกกับเพื่อน ๆ ว่ามาสนใจเรื่องของคนแก่หรือคะ

     ไม่ทราบว่าคนข้างนอกที่มองมาที่เราจะแปลกแยก หรือเปล่า แต่ในความรู้สึกของตัวเองในตอนนั้นไม่แปลกแยก เราอาจมี ความรู้สึกว่า เราเป็นคนที่ไม่ใช่เป็นคนส่วนใหญ่ แต่เราก็อยู่กลมกลืนกับเขาได้ ไปที่ไหนก็มีเพื่อน มีกัลยาณมิตรที่ดีตลอด มีเพื่อน คนสองคนที่คล้าย ๆ เรา อาจไม่เหมือนกันทั้งหมด แต่ก็เชื่อมกันได้

     ตอนอยู่มหาวิทยาลัยมีบางช่วงที่รู้สึกว่า เราอยากเป็นคนที่คุยกับคนอื่นเก่งๆ ได้อย่างคนนั้นจังเลย ใจเราก็จะคิดว่า ทำไมเรา ไม่มีบุคลิกอย่างนั้นบ้าง ทำไมเราเงียบ ก็พยายามคุย พยายามปฏิสัมพันธ์ เข้าสังคมได้ socialise ได้ ตอนอยู่ปี 1 นั้น จะรู้สึก แปลกแยก แต่พอไปถึงหมู่บ้านพลัมในปี 2537 ก็รู้สึกว่า เราได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เราเป็นอย่างที่เราอยากเป็น พูดอยู่ ในใจว่า ตอนอายุ 16 ปีที่ไปสวนโมกข์นั้น ถ้าเราไปหมู่บ้านพลัม เราคงบวชไปแล้ว






ชีวิตเราเป็นอะไรที่กว้างกว่าตัวเราเอง
มันมีเหตุปัจจัยหลายอย่าง
กว่าคนคนหนึ่งจะพร้อมที่จะบวชได้
มันมีเหตุปัจจัยที่ทั้งอยู่ใต้จิตสำนึก
ที่เป็นแรงเป็นตัวผลัก
รู้สึกว่าชีวิตนี้มีสายธารของมันไป
ไม่ใช่ว่าเราเป็นเจ้าชีวิต
ในแง่ที่ว่าเป็นอัตตา
ไม่ใช่ว่าเราคอนโทรลชีวิตได้ทุกอย่าง
มีความรู้สึกว่าการจะมีชีวิต
ในอุดมการณ์ได้นั้น
จะมีเหตุปัจจัยเงื่อนไขพร้อม
ตามธรรมชาติของมัน
 

สวนโมกข์ทำให้ช้าลงหรือคะ

     ไม่ใช่ค่ะ แต่หมู่บ้านพลัมไม่ได้เกิดตอนนั้น หมู่บ้านพลัมเพิ่งเกิดมาได้ 20 ปีเอง

     ตอนที่ไปสวนโมกข์มีเงื่อนไขพอเพียงที่เรา จะเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ตัดสินใจว่า เป็นคนที่จะมีจิตวิญญาณเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต แต่เงื่อนไขไม่เพียงพอที่ดึงเรา ให้อยากบวช พอมองกลับไปเราก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องเหตุปัจจัย ในเมืองไทยประเพณี การบวชของผู้หญิงมีแต่แม่ชีตลอด แล้วเราโตขึ้นมาเราก็เห็นแม่ชีเป็นคนรับใช้พระ ไปอยู่ก้นวัด ไม่เห็นแม่ชีได้เรียน ตอนนั้นคิดว่าเป็นฆราวาสผู้หญิงแล้วเอาพระธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ไปสอน ไปใช้ประโยชน์ก็ได้ พอกลับไปมองก็เข้าใจว่า มันเป็นเหตุปัจจัย เพราะสภาพของเมืองไทยเป็นอย่างนี้นี่เอง เป็น collective consciousness หรือจิตสำนึกสะสมรวมของสังคมมันเป็นอย่างนี้ มันตกทอดมาตั้งเป็น หลายร้อยพันปีที่รู้สึกว่า ภาพพจน์ของผู้หญิง ถ้าบวชจะเป็นคนล้มเหลว คนอกหัก ก็เลยทำให้เราไม่ถูกดึงไปด้านนี้ และในจิตใต้สำนึกส่งให้เรามีลักษณะอย่างนี้ เลือกที่จะ มีชีวิตฆราวาส ไปเรียนหนังสือ แต่งงาน และออกไปทำงาน จนมาบวชตอนอายุ 36

     ตอนอายุ 16 จะไปหาที่อื่นอย่างหมู่บ้านพลัมก็หาไม่ได้ ทำให้ยอมรับว่า จริงๆ ชีวิตเรา เป็นอะไรที่กว้างกว่าตัวเราเอง มันมีเหตุปัจจัยหลายอย่าง กว่าคนคนหนึ่งจะ พร้อมที่จะบวชได้ มันมีเหตุปัจจัยที่ทั้งอยู่ใต้จิตสำนึกที่เป็นแรงเป็นตัวผลัก รู้สึกว่าชีวิตนี้ มีสายธารของมันไป ไม่ใช่ว่าเราเป็นเจ้าชีวิตในแง่ที่ว่าเป็นอัตตา ไม่ใช่ว่าเราคอนโทรล ชีวิตได้ทุกอย่าง มีความรู้สึกว่าการจะมีชีวิตในอุดมการณ์ได้นั้น จะมีเหตุปัจจัยเงื่อนไข พร้อมตามธรรมชาติของมัน คุณพ่อก็ต้องทำใจมาก ในครอบครัวก็ไม่มีใครคิดเรื่องนี้ เป็นเรื่องแปลกประหลาดพิสดาร คุณพ่อคุยกับ อาจารย์สุลักษณ์ (ศิวรักษ์) ว่า ผมมาจาก เมืองจีน ครอบครัวคนจีนผู้หญิงบวชไม่ได้ ผู้หญิงบวชถือว่าล้มเหลว หรือนอกจากว่า เป็นลูกกำพร้า ไม่มีใครเลี้ยงแล้วส่งเข้าวัด

     พอได้มาอยู่ที่หมู่บ้านพลัม เรารู้สึกว่าเราได้สัมผัสสิ่งที่เป็นตัวเราเองจริงๆ เรารู้สึก เราได้เดินอย่างที่เราอยากเดิน เราได้ยิ้ม เราได้คุยอย่างที่เราอยากคุย เราได้นิ่งอย่างที่ เราอยากนิ่ง ไม่ต้องพยายามเป็นใครที่มากกว่าตัวเรา ไม่ต้องพยายามพูดมากเพื่อให้ คนอื่นฟังแล้วยอมรับเรา หรือเขาจะรู้สึกว่า เรา socialise เป็น หรือแสดงให้เขารู้ว่า เรามีความรู้ความคิดอย่างนี้ หรือจะต้องพยายาม please คนอื่นมากเกินไป หรือทำอะไร ที่ดูแล้วดี เพื่อให้คนอื่นชอบเรา เรารู้สึกว่า เราอยู่ตรงนั้นได้และเราเป็นตัวเราเอง อย่างสมบูรณ์ มีความนิ่ง มีความสงบ มีความเป็นอิสระเบา มีความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน พอไปถึงที่นั่นก็มีความรู้สึกปีติ ผุดขึ้นมา

(โปรดติดตามตอนที่ 3)

ตอนที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5