ชีวิตนักบวช ก้าวย่างสู่อิสรภาพ PDF Print

 

ชีวิตนักบวชแห่งหมู่บ้านพลัม
ชีวิตนักบวช ก้าวย่างสู่อิสรภาพ
 
ตอนที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5
 
ท่านติช นัท ฮันห์

ถ้าเป็นคนวัยหนุ่มสาว
ยังไม่ถูกใส่จากสังคมมาก
จะเปลี่ยนแปรเร็ว
และจะมีความสุขเบิกบานเร็ว
ถ้าอายุมากหน่อยมาบวช
ก็ต้องมีความขยันหมั่นเพียรมาก
เพราะเก็บตกมาจากสังคมมาก
ไม่ว่าจะเป็นการสั่งสอน การกระทำต่างๆ
ความคิดเห็นที่มีมาก่อน
ความจำได้หมายรู้ที่มีมามาก
พอมาบวชก็ต้องแกะออก
 

1
ฤดูร้อน พ.ศ. 2544 ที่หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส

     เด็กคนหนึ่งถามหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ว่า "ทำไมท่านถึงโกนผม ?"
     ท่านตอบว่า
     "มีเด็กหลายคนที่ถามว่า ทำไมพวกเราจึงโกนผม คำตอบที่ฉันมักจะตอบเด็กๆ ไปคือ พวกเราต้องการประหยัดแชมพู แต่ยังมีคำตอบอย่างอื่นอีกด้วย พระพุทธเจ้าเคยตรัสแก่ ภิกษุภิกษุณีว่า
     ทุกเช้าเมื่อ เธอตื่นขึ้นมา เธอจะต้องแตะศีรษะของตนเองแล้วระลึกว่า เธอเป็นภิกษุ และภิกษุณี มิใช่คนที่ใช้ชีวิตในโลกียะ โปรดระลึกไว้ว่าเธอเป็นภิกษุภิกษุณีแล้ว เธอจะ ได้รู้ว่าเธอไม่ควรวิ่งไล่ตามชื่อเสียงเงินทอง แต่ควรพยายามบ่มเพาะความเมตตากรุณา และความเข้าใจในทุกๆ วัน"

     "เหตุผลอีกอย่างหนึ่งก็คือ มันเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ที่เราปฏิบัติ เพื่อแสดง ความตั้งใจแน่วแน่ที่จะไม่กระทำอย่างที่เคยกระทำมาก่อน พวกเราปรารถนาจะเริ่มต้นใหม่ อย่างแท้จริง พวกเราปรารถนาจะใช้ชีวิตทางจิตวิญญาณ นี้คือการแสดงออกถึงความตั้งใจ แน่วแน่นั้น การโกนผมเป็นภาษาอย่างหนึ่งที่บอกว่า ฉันปรารถนาจะเดินในหนทาง ทางจิตวิญญาณตามอย่างพระพุทธเจ้า"

     "นอกจากเหตุผลเหล่านั้น เรายังต้องการบอกกับคนทั่วไปด้วยว่า พวกเราคือภิกษุ ภิกษุณี และพวกเขาไม่ควรพยายามวิ่งไล่ตามเรา และพาเราไปเป็นสามีหรือภรรยา นี่เป็นข่าวสารทางอ้อมที่บอกว่า ฉันเป็นภิกษุแล้ว กรุณาอย่าพยายามล่อลวงฉันเลย ฉันเป็นภิกษุณีแล้ว กรุณาอย่าพยายามล่อลวงฉันเลย กรุณาให้ฉันอยู่ตามลำพัง เพื่อที่ฉัน จะได้เดินตามทางของพระพุทธเจ้า นี่เป็นสิ่งที่ชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่งนัก"







2
ภิกษุณีนิรามิสา

     ภิกษุณีนิรามิสา มีชื่อเดิมว่า สมพร พันธจารุนิธิ เกิดและเติบโตในครอบครัวคนจีน ที่ทำกิจการโรงพิมพ์ จบชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลาย ที่โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ และโรงเรียนมาแตร์เดอี จากนั้นเข้าเรียน คณะพยาบาลศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว สมัครทำงานเป็นพยาบาลและผดุงครรภ์ ค่ายอพยพชาวอินโดจีน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ก่อนจะศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ด้านการศึกษาเด็กเล็ก ณ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐมินนิโซตา ประเทศสหรัฐอเมริกา

     เคยทำงานในตำแหน่งผู้แทนผู้อำนวยการ (Co-representative) กับองค์การ American Friends Service Committe ซึ่งเป็นองค์กรช่วยเหลือผู้หญิง เด็ก ชนกลุ่มน้อย และคนชนบท ในท้องถิ่นทุรกันดาร สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และเคยเป็น ที่ปรึกษาขององค์การ UNICEF ในโครงการการศึกษาเพื่อเด็กเล็กและครอบครัวใน หมู่บ้าน ที่ประเทศเดียวกันด้วย

     ในวันเกิดปีที่ 36 ขณะเดินจงกรมที่วัดสกป่าหลวง เวียงจันทน์ ได้ตัดสินใจชัดเจนว่า จะมีชีวิตนักบวช

 
ภิกษุณีนิรามิสา

     สองปีถัดมา บวชเป็นสามเณรีในประเพณีพุทธแบบมหายานกับหลวงปู่ติชนัทฮันห์ ณ หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส มีชื่อทางธรรม เป็นภาษาเวียดนามว่า เจงลึงเงียม (Chan Linh Nghiem) หรือ Adornment with Spirituality

     พ.ศ. 2543 บวชเป็นภิกษุณีมีชื่อทางธรรมว่า ภิกษุณีนิรามิสา หรือ ผู้ไม่ติดในเหยื่อล่อของวัตถุทางโลก ปัจจุบันประจำอยู่ที่ หมู่บ้านพลัม และเดินทางร่วมกับหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ และสังฆะหมู่บ้านพลัม เผยแผ่การฝึกปฏิบัติธรรมในยุโรป และสหรัฐอเมริกา เป็นบางครั้งบางหน

     พ.ศ. 2545 และ 2546 เดินทางกลับมาเยี่ยมเยียนประเทศบ้านเกิดเมืองนอน และให้การอบรมการฝึกปฏิบัติเจริญสติตามแบบ หมู่บ้านพลัม







 

3
ที่หมู่บ้านพลัม ท่านเป็นภิกษุณีคนไทยคนเดียวหรือเปล่าคะ

     เป็นคนไทยคนเดียวค่ะ แต่มีผู้ปฏิบัติธรรมคนไทยที่เรียน และที่มีครอบครัวอยู่ใน ฝรั่งเศสมาบ้าง


ชีวิตประจำวันที่หมู่บ้านพลัมทำอะไรบ้าง

     ตารางเวลาปรกติประจำวันจะตื่นตีห้า แล้วฟาสต์วอร์กกิ้งตอน 05.30น. เป็นการเดินเร็ว ด้วยความเบิกบาน เหมือนการออกกำลังกายกลายๆ บางรูปก็จะวิ่งสมาธิสัก 15 นาที
     06.00 น. สวดมนต์ตอนเช้า เป็นภาษาเวียดนาม
     07.45 น. รับประทานอาหารเช้า
     09.00 น. ทุกคนในชุมชนจะมารวมกัน ร้องเพลง และประกาศเรื่องแจ้งให้ทราบ ในชุมชน เสร็จแล้วจะแยกไปทำงานเจริญสติ
     ประมาณ 11.45 น. เดินด้วยความเบิกบาน
     12.45 น. รับประทานอาหารกลางวันและพัก ส่วนตอนบ่ายก็จะแล้วแต่ บางวันเป็น การสนทนาธรรม บางวันเป็นการเรียนเกี่ยวกับเรื่องศีล บางวันก็เรียนภาษา บางวันก็จะพัก
     สัก 16.00 น. หรือ 17.00 น. ก็นั่งสมาธิและสวดมนต์เป็นภาษาอังกฤษ หรือ ฝรั่งเศส แล้วแต่กลุ่มผู้เข้าร่วม และรับประทานอาหารเย็น
     ตอนค่ำเป็นเวลาว่าง หรือ ฝึกปฏิบัติส่วนตัว อันนี้คือพื้นฐานโดยรวม จะแตกต่างกันไป ในแต่ละฤดูกาล



ระบบความสัมพันธ์ในสังฆะหมู่บ้านพลัมเป็นแบบไหนคะ

     ที่หมู่บ้านพลัมมีการนำประชาธิปไตยกับระบบอาวุโสมาใช้ด้วยกัน คือมีคณะกรรมการที่ชุมชนนักบวชเลือกขึ้นมาในแต่ละวัด เรียกว่า Caretaking Council หรือ คณะกรรมการผู้ดูแล นิรามิสาอยู่ที่วัดใหม่ (วัด New Hamlet) และอยู่ในคณะกรรมการนี้ เป็นผู้ดูแลงานบริหารทั้งหมด โดยเป็นคนรวบรวมและรับฟังเสียงของชุมชนสังฆะ โดยเฉพาะเสียงของนักบวชใหม่ ที่ประชุมนี้ มีลักษณะของ consensus หรือประชามติ เป็นกระบวนการที่ชอบมาก เพราะเปิดโอกาสให้รุ่นน้องได้แสดงความคิดเห็น และได้ เข้ามาทำงานด้วย พอฟังเสียงของชุมชนสังฆะแล้ว ก็เข้าปรึกษากับเจ้าอาวาสและบรรดาท่านอาจารย์

     อย่างคนที่มาบวช พอผ่านไปได้ช่วงระยะหนึ่งก็จะต้องเข้าพิธี รับตะเกียงเป็นธรรมาจารย์ หมายถึง สามารถเป็นผู้สอนได้ แต่ในความหมายจริงๆ ถึงแม้บวชมาหนึ่งวัน ถ้าเราเปลี่ยนแปรสภาพได้เราก็เป็นอาจารย์ได้เหมือนกัน คือเป็นอาจารย์ในวิถีการปฏิบัติ การมอบตะเกียงธรรมาจารย์นี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เอาเข้าที่ประชุม เพื่อปรึกษากันว่าเห็นด้วยไหม



หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ มอบตะเกียงธรรมาจารย์แก่หลวงพี่นิรามิสา
หลวงพี่นิรามิสา


     ในขณะเดียวกันเราก็ยังมีความเคารพในรุ่นพี่ เช่น ผู้อาวุโสในแง่การฝึกปฏิบัติมาก่อน เพราะว่าทุกคนที่บวช ปฏิญาณตัวที่จะฝึก ปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนแปรสภาพ คนที่เคยเป็นคนเสียงดังหรือมักจะใจร้อน ก็กลายเป็นคนใจเย็น เป็นความจริงที่เห็นได้ในหมู่บ้านของเรา ถึงแม้ว่าเขาจะอายุแค่ 30 เราอายุ 41 แต่เขาบวชมาก่อนเรา ก็ถือว่าเป็นพี่เรา เราก็เคารพ

     เพราะฉะนั้นในสังคมหมู่บ้านพลัมก็จะมีความ เคารพรักกัน สอนกันในเรื่องความเป็นพี่เป็นน้อง ในระบบอาวุโสทางธรรม มีความ ไว้วางใจกันสูงมาก และถ้าประชุมแล้ว ถ้าบางเรื่องไม่ผ่านประชามติ เราก็จะอิงผู้อาวุโส หลวงพี่ใหญ่ หรือเจ้าอาวาส เราปฏิบัติธรรม ในการไว้ใจภูมิปัญญาของท่าน ที่มีประสบการณ์มากกว่า ซึ่งอาจจะต่างในสังคมที่นับอาวุโสกันที่อายุ

     สิ่งหนึ่งที่นิรามิสาเคารพคือ คนที่บวชก่อนนั้น เขาได้ฝึกปฏิบัติตลอด และ มีการเปลี่ยนแปรอยู่ตลอด เพียงแต่บางคนอาจจะช้า บางคนอาจจะเร็ว ถ้าเป็น คนวัยหนุ่มวัยสาว ยังไม่ถูกใส่จากสังคมมามาก จะเปลี่ยนแปรเร็ว และจะมี ความสุข เบิกบานเร็ว เป็นเรื่องจริงค่ะ ถ้าอายุมากหน่อยมาบวช ก็ต้องมีความ ขยันหมั่นเพียรมาก เพราะเก็บตกมาจากสังคมมาก ไม่ว่าจะเป็นการสั่งสอน การกระทำต่างๆ ความคิดเห็นที่มีมาก่อน ความจำได้หมายรู้มีมาเยอะแยะ พอมาบวช ก็ต้องมาแกะออก

     นิรามิสาเองก็เรียนจบปริญญาโท พอไปอยู่ที่นั่นก็ต้อง deknowledge หรือ สลายความรู้ออกแล้วปล่อยวาง เหมือนกับเราเกิดใหม่จริงๆ แต่เราก็ยังมีความรู้ ความเชี่ยวชาญอยู่ในตัวเรา ถือว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่สิ่งที่ไม่มีประโยชน์คือ การยึดว่าเรารู้เรื่องนี้อยู่ ทำให้เราไม่มีแรงจะเปิดประตูด้านอื่น พอบวชแล้วรู้สึกว่า สิ่งเหล่านี้หลุดออกไปหมด คือเราไม่ได้เป็นอะไร เป็นใครมาก่อน แล้วเราก็รับ สิ่งที่เป็นความงามแท้จริงเข้ามาแทน ด้วยวิถีแห่งการปฏิบัติ อยู่ในเนื้อในหนัง ของเราเอง อยู่ในวิถีปฏิบัติของการดำเนินชีวิตจริงๆ เป็นการเดิน การนั่ง การนอน สิ่งที่คิดขึ้นมาเป็นตัวเรา

(โปรดติดตามตอนที่ 2)

 

ตอนที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5



สัมภาษณ์ภิกษุณีมิรามิสา
คัดจาก คอลัมน์สัมภาษณ์ นิตยสารสารคดี ฉบับ 223 เดือนกันยายน 2546
นิรมล มูนจินดา, วาสนา ชินวรากร : สัมภาษณ์