หน้าแรก > พลัมในสื่อ > บทความ > สามเณรฟับเหยียน : สันติสุข กับ ฉันติดสุข
สามเณรฟับเหยียน : สันติสุข กับ ฉันติดสุข PDF Print

 

ชีวิตนักบวชแห่งหมู่บ้านพลัม
สันติสุขกับฉันติดสุข
ตอนที่ 1 | 2
 



ทุกๆ เช้า
เมื่อเราตื่นขึ้นมา
และได้ยินเสียงนกร้อง
นั่นแหละคือ
ความสุข
 

     ช่วงงานภาวนาภาษาฝรั่งเศสในฤดูใบไม้ผลิ ปี 2552 หลวงปู่ได้พูดเรื่องทำอย่างไรที่จะระลึกรู้ถึงปัจจัยแห่งความสุข ที่เรามีอยู่แล้วในตัวเรา และรอบๆ ตัวเรา เป็นหัวข้อที่สำคัญและมีความจำเป็นมากสำหรับผู้คนในปัจจุบันนี้ หลวงปู่บอกว่า "ทุกๆ เช้าเมื่อเราตื่นขึ้นมาและได้ยินเสียงนกร้อง นั่นแหละคือความสุข" ของขวัญอันยิ่งใหญ่ของชีวิตคือการที่เรารับรู้ว่าเรามีดวงตาที่ดีทั้งสอง ข้าง มีหัวใจอันสมบูรณ์แข็งแรง มีผู้คนมากมายที่โชคไม่ดีพอที่สามารถเห็นและได้ยิน มีผู้คนมากมายที่กำลังเป็นทุกข์เพราะชีวิตจบลงด้วยความเจ็บป่วย

     วันนั้น เรารับประทานอาหารอย่างเป็นทางการร่วมกัน เป็นการรับประทานอาหารในความเงียบ กับหลวงปู่และสังฆะในห้องสมาธิใหญ่อย่างพร้อมเพรียง บรรยากาศนั้นเคร่งขรึมและสง่างามมาก ในตอนบ่าย เรามีการแลกเปลี่ยนสนทนาธรรมกัน ระหว่างการสนทนาธรรมมีผู้ปฏิบัติหญิงชาวฝรั่งเศสท่านหนึ่งได้แลกเปลี่ยนว่า เธอเห็นด้วยว่ามีบางสิ่งพิเศษเกิดขึ้นระหว่างการรับประทานอาหารร่วมกัน แต่เธอก็ไม่สามารถรู้สึกถึงความสุขที่แท้จริง และจุดมุ่งหมายของการรับประทานอาหารเช่นนั้นเลย เธอยังบอกว่า เธอรู้สึกสงสารบรรดานักบวช เพราะความสุขที่เหล่าภิกษุและภิกษุณีมีนั้นช่างง่ายดายเหลือเกิน ยกตัวอย่างเช่น เพียงการรับประทานไอศกรีม ก็เป็นแหล่งที่มาแห่งความสุขสำหรับพระภิกษุและภิกษุณีได้แล้ว ในขณะที่เธอสามารถซื้อไอศกรีมได้ทั้งกล่อง และรับประทานได้มากเท่าที่เธอต้องการ ภิกษุและภิกษุณีมีความสุขเพียงได้มองดูก้อนเมฆ เห็นพระอาทิตย์ และเบิกบานกับดอกไม้ ช่างเป็นความสุขอันน้อยนิดเสียนี่กระไร

     จากการฟังสิ่งที่เธอแลกเปลี่ยน หลวงพี่ไม่ได้ตกใจหรือประหลาดใจแม้แต่น้อย เพราะหลวงพี่รู้ดีว่ามีผู้คนมากมายมีความคิดเช่นนี้ จากการแลกเปลี่ยนนั้น หลวงพี่ได้มองย้อนไป และคิดทบทวนถึงความแตกต่างระหว่างความสุขในแบบที่ยังเป็นฆราวาส และความสุขที่หลวงพี่ได้รับเมื่อเป็นนักบวช


     หลวงพี่เป็นคนเวียดนาม-อเมริกัน เมื่อเรียนอยู่ชั้นมัธยม หลวงพี่เรียนอย่างหนักเพื่อให้สอบได้เกรดดีๆ และได้รับเลือกให้เข้าไปศึกษาในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง หลังจากเข้ามหาวิทยาลัยที่ใฝ่ฝันได้แล้ว หลวงพี่ก็ทุ่มเทเวลากับการเรียนเต็มที่เพื่อให้ได้เกียรตินิยม โดยคาดหวังว่าปริญญาเกียรตินิยมจะช่วยให้หลวงพี่ได้งานที่ดี และสามารถช่วยเหลือครอบครัวที่เวียดนามและอเมริกาในด้านการเงินได้ หลังจากทุ่มเทในการเรียน 4 ปี ในที่สุดวันอันยิ่งใหญ่ก็มาถึง หลวงพี่จบปริญญาตรี 2 ใบ ด้านการเงินและธุรกิจระหว่างประเทศ และหลวงพี่ก็ยังอยากเรียนต่อปริญญาโทด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และนโยบายการต่างประเทศอีกด้วย แต่หลังจากคิดทบทวนแล้ว หลวงพี่ตัดสินใจเลื่อนการเรียนปริญญาโทไปก่อน เพื่อที่จะหารายได้มาจุนเจือครอบครัวและหาประสบการณ์จากการทำงาน โชคดีที่ก่อนเรียนจบปริญญาตรี 2 วัน หลวงพี่ได้งานที่บริษัทค้าหุ้นที่เชี่ยวชาญด้านการลงทุน เราตกลงทำสัญญากัน และหลวงพี่จะได้เริ่มต้นทำงานหลังจากเรียนจบ 1 สัปดาห์ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปอย่างสวยงามมาก

     แต่อย่างไรก็ตาม จิตใจของคนเราไม่เคยยอมหยุดนิ่ง หลังจากได้งานทำแล้ว เป้าหมายต่อไปคือซื้อบ้านและรถ และหลังจากทำงาน 3 ปี ความฝันก็เป็นจริง ในขณะเดียวกันหลวงพี่ได้รับความกดดันจากการทำงาน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเจรจาตกลงกับลูกค้า โดยเฉพาะกับเหล่าเศรษฐีผู้มีอันจะกิน คนเหล่านี้มีความต้องการที่ไม่สิ้นสุด บางครั้งหลวงพี่รู้สึกมึนศีรษะ หัวหมุนติ้วหลังเลิกงาน หลวงพี่มีงาน มีเงิน มีรถและบ้าน แต่หลวงพี่กลับไม่มีความพอใจในชีวิตของตนเองเลย รู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างไม่สมบูรณ์หรือขาดหายไป

     อีกด้านหนึ่ง หลวงพี่รู้สึกว่าไม่ว่าจะให้กับครอบครัวมากเพียงใดก็ไม่เคยพอ ในด้านการเงินนั้นอาจจะเพียงพอ แต่ในด้านจิตใจกลับไม่มีความสุขเลย หลวงพี่มีความรู้สึกเหมือนเราวิ่งวนเป็นวัฏจักร ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระดับของจิตใจเลย

     หลวงพี่มักจะมองหาความสุขจากวัตถุสิ่งของ และการพักร้อน ทุกครั้งที่เศร้า เบื่อ เครียดจากการทำงาน หรือต้องการอิสรภาพ หลวงพี่ก็จะลาพักร้อน นั่นคือวิธีผ่อนคลายความตึงเครียดในขณะนั้น หลวงพี่เดินทางไปหลายที่ทั่วโลก ช่วงเวลาพักร้อนจึงเป็นเวลาที่หลวงพี่รู้สึกดีและมีความสุขที่สุด แต่ครั้นกลับมาที่บ้าน ความรู้สึกเครียดและกดดันก็เริ่มจะกลับมา โดยเฉพาะกับเรื่องที่หลวงพี่ไม่ได้ดั่งใจปรารถนาก็จะรู้สึกเบื่อหน่ายและ ต้องการวิ่งหนี

 
สามเณรฟับเหยียน

สามเณรฟับเหยียน

     เมื่อหลวงพี่ยังเด็ก คุณแม่มักจะพาหลวงพี่ไปวัดเพื่อไหว้พระและสวดมนต์ หลวงพี่จำได้ว่าร่างกายและจิตใจจะผ่อนคลายทุกครั้งที่ไปวัด ถึงแม้ว่า ณ ขณะนั้นหลวงพี่จะไม่เข้าใจว่ามีอะไรเกิดขึ้นในจิตใจ แต่หลวงพี่ก็สัมผัสถึงความสุขเบิกบานในบรรยากาศอันเบาสบายและสุขสงบที่วัด เมื่อเติบใหญ่ หลวงพี่ก็ยังคงชอบไปวัดเช่นเคย แต่มักจะไปเมื่อจิตใจว้าวุ่น ปกติแล้วคนส่วนใหญ่ชอบไปวัดเพื่อที่จะขอนั่นขอนี่ ด้วยความคาดหวังว่าพระพุทธเจ้าจะเติมเต็มในสิ่งที่ตนเองปรารถนา ขณะที่หลวงพี่ไปวัดเพื่อสวดมนต์และเป็นอาสาสมัครทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ โดยคาดหวังว่าจะพบกับความสงบภายในสักชั่วขณะเท่านั้นเอง หลวงพี่มักจะแวะไปที่วัดหลังจากเลิกงานเพื่อสวดมนต์ก่อนกลับบ้าน ข้อความที่มีความหมายอันงดงามในบทสวดมนต์ค่อยๆ ซึมซาบเข้ามาในกายของหลวงพี่ทีละเล็กทีละน้อย หลวงพี่เริ่มคุ้นเคยกับบรรยากาศที่แวดล้อมด้วยนักบวช และพบว่าสิ่งที่ตนเองให้ความสำคัญอย่างแท้จริงคือความสุขสงบภายใน ในขณะนั้นเองหลวงพี่พบว่าชีวิตนักบวชนั้นช่างงดงาม จีวรสีน้ำตาล และสังฆาฏิสีเหลืองได้ซึมซาบข้ามาสู่จิตใต้สำนึกของหลวงพี่ จากจุดนั้นเองเมล็ดพันธุ์แห่งความต้องการที่จะเป็นนักบวชก็ได้เริ่มผลิบาน ขึ้นในใจ

     ครั้งหนึ่งขณะค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวพุทธ ศาสนาจากอินเตอร์เน็ต หลวงพี่พบเว็บไซต์หมู่บ้านพลัมโดยบังเอิญ ในครานั้นหลวงพี่กระตือรือร้นในการอ่านเว็บมาก ยิ่งอ่านก็ยิ่งสนใจในคำสอนของหลวงปู่ จึงสั่งหนังสือของหลวงปู่มาอ่านเพื่อเพิ่มพูนความรู้ หลวงพี่ซึมซับคำสอนของหลวงปู่อย่างรวดเร็ว และตัดสินใจที่จะไปหมู่บ้านพลัมเพื่อลองทดสอบดู เพราะเชื่อว่าบรรยากาศจริงย่อมต่างจากสิ่งที่เราได้อ่านหรือเห็น ดังนั้นหลวงพี่จึงขอลาพักงานเพื่อไปยังหมู่บ้านพลัม

     หลวงพี่อยู่ที่วัดบน 1 สัปดาห์เต็ม เป็นช่วงเวลาที่มีโอกาสได้สัมผัสกับการฝึกปฏิบัติตามวิถีหมู่บ้านพลัม ได้เรียนรู้การเดินสมาธิ การนั่งสมาธิ การหายใจอย่างมีสติ เพียงแค่ไม่กี่วันหลวงพี่ก็รู้สึกได้ถึงการแปรเปลี่ยนของร่างกายและจิตใจ เป็นความรู้สึกที่มหัศจรรย์ เบา สงบ หลวงพี่รู้สึกเบิกบานกับสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศที่นี่เป็นอย่างยิ่ง ซาบซึ้งกับคำสอนของหลวงปู่ รู้สึกเหมือนคนเพิ่งตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน หลวงพี่จากที่นั่นมาพร้อมสัญญากับตัวเองว่าจะกลับไปเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ และด้วยคำสัญญาในครั้งนั้น หลวงพี่ได้กลับมาขอบวชกับหลวงปู่อีก 1 ปีให้หลัง


(โปรดติดตามตอนที่ 2)

ตอนที่ 1 | 2


สามเณรฟับเหยียน
ชื่อของท่านมีความหมายว่า "อธิษฐานธรรม" สิ่งที่ท่านมีความเบิกบานและชื่นชอบที่สุดในระหว่างวันคือช่วงเวลาสำหรับการ นั่งนิ่งๆ พร้อมกับถ้วยชาร้อนๆ ในอุ้งมือและก้านธูปที่กำลังมอด สำหรับหลวงพี่ นี่คือช่วงเวลาที่เป็นสุข นี่คือช่วงเวลาแห่งความเป็นอิสระ

แม้ ท่านจะเป็นนักบวชใหม่ แต่สิ่งที่ท่านได้เรียนรู้ผ่านชีวิตการทำงานและการปฏิบัติอย่างเต็มหัวใจ นั้น น่าจะมีประโยชน์สำหรับผู้ฝึกปฏิบัติในยุคปัจจุบันที่ยังอยู่ในโลกแห่งความ ปรารถนาคู่ขนานกับโลกแห่งสันติซึ่งอยู่ภายในเรือนใจ

แปล : จันทนา โชติกลาง