หน้าแรก > ธรรมบรรยาย > ธรรมบรรยายโดยธรรมาจารย์ > ศิลปะแห่งศานติ : เริ่มต้นด้วยสติ สันติวิธีที่เราทำได้
ศิลปะแห่งศานติ : เริ่มต้นด้วยสติ สันติวิธีที่เราทำได้ PDF Print

 


 
เริ่มต้นด้วยสติ สันติวิธีที่เราทำได้

บันทึกจากปาฐกถาธรรม "ศิลปะแห่งศานติ"
วันพุธที่ 6 ตุลาคม 2550 ณ ห้องประชุม คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


บันทึกโดย พรรัตน์ วชิราชัย / สำนักข่าวบางบ๊วย
 

 

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้ยินข่าวคราวของพม่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกับเรายาวกว่า1000 กิโลเมตรว่า พวกเขา มีความยากลำบากเพียงใด เนื่องจากมีพระสงฆ์และประชาชนชาวพม่าจำนวนมากมายเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ จากการใช้ ความรุนแรง เพื่อปราบปรามการประท้วงของรัฐบาลทหาร

จากความใกล้ชิดผูกพัน บวกกับความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์อันยาวนานระหว่างประเทศไทยกับพม่า ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อย รู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่งที่เห็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ต้องประสบกับความยากลำบากเช่นนี้ จึงพยายามอย่างสุดความสามารถเท่าที่ จะทำได้ เพื่อให้สันติภาพและความสุขเกิดขึ้นบนแผ่นดินพม่า

เหตุการณ์ความไม่สงบในพม่า เป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์อันเลวร้ายในช่วงเวลาที่สถานการณ์อันน่าเศร้า เช่นนี้เกิดขึ้นทั่วโลก เช่น สงครามอิรัก อัฟกานิสถาน หลายคนจึงอดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วเราสามารถทำอย่างไรได้บ้างในสถานการณ์เช่นนี้

"มันง่ายมาก หากเราจะชี้นิ้วที่ทหาร แล้วบอกว่านี่คือต้นตอของปัญหา เพราะถ้าเราคิดอย่างนั้นละก็ มันง่ายเกินไป" ภิกษุสมุทรธรรม เอ่ยขึ้นในงาน การปาฐกถาธรรมโดยคณะภิกษุภิกษุณี ลูกศิษย์พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ แห่งหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2550 ที่ผ่านมา


 

สงครามในใจ

ก่อนที่จะพูดคุยกันถึงเหตุการณ์ในประเทศพม่า ท่านได้เชื้อเชิญให้เราลองเริ่มต้นพิจารณาดูว่า "สันติภาพ" คืออะไร?

คำว่าสันติภาพในความคิดของเรา หมายถึง ไม่มีสงครามใช่หรือไม่

หลวงพี่ได้ยินคนกล่าวว่า เราอยู่ใกล้กับประเทศพม่า แต่เรากลับทำเหมือนว่าไม่มีปัญหา ทั้งที่ ความจริงมันมีปัญหาอยู่ ดังนั้น ทำไมหนอเราถึงแสร้งว่ามันไม่มีปัญหา หรือในชีวิตประจำวัน บ่อยครั้งแค่ไหน ที่เราแสร้งทำเป็นไม่เห็นปัญหาที่เกิดขึ้น ในขณะที่พระพุทธสอนให้เรามองเห็น อย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น เป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะให้ความสนใจกับสงครามที่เกิดขึ้นภายนอก โดยปราศจาก การพิจารณาถึง "สงครามภายใน" ในความเป็นจริงแล้ว เวลาที่เรากล่าวว่า ไม่มีสงครามเกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเรามีสันติในใจ เพราะหากพิจารณาอย่างลึกซึ้งจะเห็นว่า มีสงครามเกิดขึ้น เสมอ ในหัวใจของเรา

"หากเรามองอย่างลึกซึ้งจะพบว่า แทบไม่มีสักวันเลยที่จิตใจของเรา ไม่เกิดอาการขุ่นเคือง อาการขัดแย้งในใจ มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่ทุกวัน หรือ คนที่เรารัก สามี ภรรยา เพื่อนของเรา ทำให้เรารู้สึกขุ่นเคืองใจบ้างหรือไม่"

 

 

 

Am I sure?

ปกติแล้ว เรามักคิดว่า เรารู้จักสามีของเรา เข้าใจลูกชายของเรา หรือภรรยาของเรา แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เรารับรู้ เป็นเพียง ความคิดเห็นภายในใจของเราเอง เพราะทุกประสบการณ์ที่เรารับรู้ จะผ่านชั้นกรองหนึ่งอยู่เสมอ ก่อนที่จะกลายเป็นความรับรู้ของเรา นั่นหมายความว่า ส่วนใหญ่แล้ว เราไม่ได้รับรู้สิ่งต่างๆ อย่างที่มันเป็นจริง แต่เกิดจากความคิดของเราเท่านั้น ผลที่ตามมาก็คือ เกิดความเข้าใจผิดขึ้น ซึ่งเป็นรากของความรุนแรงและสงครามต่างๆ

คำถามหนึ่งที่หลวงพี่สมุทรธรรมเห็นว่า เป็นคำถามที่ทรงพลังอย่างมาก ที่เราควรตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอ ก่อนที่จะโกรธ หรือ โมโหใคร ก็คือ เราแน่ใจแล้วหรือที่คิดอย่างนั้น หรือ Am I sure?

หากมองภายนอก เราอาจจะมั่นใจเป็นอย่างมากว่า สิ่งที่เราคิดคือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว พร้อมจะต่อล้อต่อเถียงเพื่อยืนยันความถูกต้อง แต่ลึกๆ เมื่อเราได้ใคร่ครวญพิจารณาก็พบว่า จริงๆ เราไม่ค่อยมั่นใจนัก ซึ่งตามวิถีปฏิบัติทางพุทธศาสนานั้น เราควรรับรู้ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง แทนที่จะเป็นการตีความของเรา

ขณะเดียวกัน เมื่อเรามองในภาพรวม จะพบว่า เราต่างก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามในภาพใหญ่ ซึ่งเรามักจะคิดว่า สงครามคือ สิ่งที่เกิดขึ้นจากคนอื่นไม่ใช่ตัวเรา เป็นเรื่องของรัฐบาล เรื่องของประเทศนั้นๆ เราไม่ใช่ต้นเหตุของการสร้างสงคราม

แต่เราแน่ใจแล้วหรือ?

มีคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า พวกเราสามารถมีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวมได้ โดยการดูแลส่วนตัวให้ดี เพราะภาพรวม ในการกระทำของแต่ละคน ก็กลายเป็นกรรมร่วมกันของสังคมด้วย



 
 

ให้เสียงของเขาดังในหัวใจของเรา

ในการภาวนาแบบพุทธ การไม่แบ่งแยกเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หลวงพี่สมุทรธรรมได้ยกตัวอย่าง สถานการณ์ในพม่าขณะนี้ เพราะเชื่อว่า ทุกคนสามารถรู้สึกร่วมได้กับพระ หรือนักบวชในพม่า เราอาจจะเห็นได้ว่า พวกเขาเหล่านี้มีความทุกข์มาก จากการถูกทรมานต่างๆ ถูกจำกัดเสรีภาพ ในการสื่อสาร การแสดงความคิดเห็น เรารู้สึกโกรธแค้นทหารที่ใช้ความรุนแรง แต่พวกเราเอง มีความสามารถแค่ไหน ในการลองเข้าไปถึงจิตใจของทหารเหล่านั้น โดยไม่ต้องเห็นชอบด้วย

“เราอาจจะลอง เอาใจเราไปใส่ในใจทหารพม่าสักคนหนึ่ง และใช้เป็นหัวข้อในการเจริญสติ เมื่อเรามองอย่างลึกซึ้ง เราจะเห็นการยึดติดในอำนาจของทหารเหล่านั้น เราอาจจะเห็นว่า พวกเขาอาจเติบโตมาท่ามกลางความยากจน และขาดการติดต่อสัมพันธ์ กับโลกภายนอก ในที่สุดแล้ว ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ทำให้พวกเขาค่อยๆ ไต่เต้าจนมีอาชีพและเลี้ยงตัวเองได้ หรือบางครั้ง ชายหนุ่มคนนั้นอาจถูกล้อ มาจากความจน หรือจากการแบ่งแยกของคนรอบข้าง จึงขาดความมั่นคงภายใน อันก่อให้เกิดความกลัว ในจิตใจขึ้น เวลาที่เราพิจารณาอย่างลึกซึ้ง เราจะพบความขัดแย้งในจิตใจซึ่งเป็นต้นเหตุของความกลัวของเขา ดังนั้น สถานการณ์ จึงสลับซับซ้อนกว่าที่เราเห็นมาก” หลวงพี่สมุทรธรรมชวนให้เรามองในมุมที่ต่างออกไป

 


คณะกรรมการฟังอย่างลึกซึ้ง

เวลาที่เราไม่แน่ใจว่าเรามีความคิดเห็นที่ถูกหรือไม่ ภิกษุณีนิรามิสาแนะนำให้เราฝึกที่จะสื่อสารอย่างสันติ คือ การฝึกฟังอย่างลึกซึ้ง และ การใช้วาจาแห่งรัก ท่านได้ยกตัวอย่างคำแนะนำของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ต่อปัญหาสงครามอิรัก หรือความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นว่า เราควรตั้งคณะกรรมการฟังอย่างลึกซึ้งขึ้น เพื่อที่พวกเขาจะสามารถฟังความทุกข์ความยากลำบากของอีกฝ่ายหนึ่งได้ และเพื่อที่จะบอกเล่าอีกฝ่ายถึงความโกรธ ความกลัว ความระแวง สงสัยอะไรบ้างในช่วงที่ผ่านมา การฝึกปฏิบัติการฟังอย่างกรุณา เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะสามารถช่วยให้อีกฝ่ายมีความทุกข์น้อยลง

การฟัง อย่างลึกซึ้ง คือ การฝึกที่จะฟังพร้อมตามลมหายใจเข้าออก และรักษาจิตใจแห่งความกรุณาตลอดช่วงที่เรากำลังฟัง และ บอกกับตัวเองว่า เราฟังอีกฝ่ายเพื่อจุดประสงค์เดียว คือ ทำให้อีกฝ่ายมีความทุกข์น้อยลง ถ้าเราสามารถจะฝึกเช่นนั้นได้ เราก็จะ ได้รับการปกป้องจากความเมตตา กรุณา และเราจะสามารถฟังอย่างลึกซึ้งได้อย่างแท้จริง

"อย่างไรก็ดี การฝึกที่จะฟังอย่างลึกซึ้งต้องมาจากประสบการณ์ต่างๆ และบ่มเพาะผ่านการยืน เดิน นั่งอย่างมีสติ ไม่ใช่อยู่ๆ ก็ไป นั่งฟังอยู่เฉยๆ หากเราได้บ่มเพาะสิ่งเหล่านั้นอยู่เสมอ ก็จะช่วยทั้งตัวเราเองและคนรอบข้างด้วย"


มนตร์ 4 ประการสร้างสันติ

หลวงพี่นิรามิสาได้เปรียบความสัมพันธ์เป็น ดั่งสายน้ำ หากไม่มีการสื่อสารอย่างสันติ อยู่เสมอ ความสัมพันธ์ย่อมย่ำแย่ เหมือนกับสายน้ำที่ถูกปิดกั้นจนเน่าเหม็น เราจะทำ อย่างไร ให้สายธารแห่งความสัมพันธ์นั้น ไหลล่อง และสดใสอยู่เสมอ คำตอบก็คือ ต้องมีการสื่อสารที่ดี

นอกจากการฟังอย่างลึกซึ้งแล้ว การใช้วาจาแห่งความรักก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน หลวงพี่นิรามิสาได้มอบ มนตร์ 4 ประการ ของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ที่จะมีประโยชน์ต่อ ความสัมพันธ์ของเรา ดังนี้

1. ที่รัก ฉันอยู่ที่นี่เพื่อเธอ
(Darling, I am here for you) และเราก็จะอยู่ตรงนั้นอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่คำพูด หมายถึงว่า กายและใจเราอยู่ตรงนั้นด้วย

2. ฉันรู้ว่าเธออยู่ตรงนั้น และฉันก็มีความสุข
(I know you are there and I am happy) เพราะบางครั้ง การที่เราอยู่ด้วยกันมานาน เช่น สามีภรรยา ทำให้เราเคยชินและมองไม่เห็นอีกฝ่าย เราจึงควรทำให้ความสัมพันธ์ ของเราใหม่อยู่เสมอ

3. ฉันเป็นทุกข์ และฉันอยากจะบอกให้เธอรู้ว่า ฉันพยายามจะทำอย่างดีที่สุด เพื่อบรรเทาความทุกข์นั้น
เพราะหลายครั้งที่เราเป็นทุกข์ มักจะแสดงออกในรูปแบบอื่นๆ เช่น หงุดหงิด ขณะเดียวกัน หากเราในฐานะผู้ฟัง ได้ยินว่าเขาพยายามทำอย่างดีที่สุด เราก็อาจจะ ตอบกลับไปว่า ฉันรับรู้ว่าเธอกำลังทุกข์และฉันอยู่ตรงนี้เพื่อเธอ

4. โปรดช่วยฉันด้วย ฉันกำลังเป็นทุกข์
เพราะหลายครั้งเรามักจะบอกว่าไม่เป็นไร หรือเรื่องแค่นี้เราทนได้ อยากจะแยกไป อยู่คนเดียว ไม่อยากขอความช่วยเหลือ จากอคติต่างๆ ที่เกิดขึ้นมา แต่ความจริงแล้ว นั่นไม่ใช่การเยียวยาที่แท้จริง เพราะเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่มีใครเป็นฝ่ายถูก หรือผิด เป็นความรับผิดชอบร่วมกัน

 







 
 

รูปธรรมของสันติภาพ

สำหรับหลวงพี่นิรามิสาแล้ว "การเจริญสติ" คือ รูปธรรมของสันติภาพ สติ คือการกลับมาอยู่กับ ลมหายใจและอยู่กับปัจจุบัน รวมถึงการมองอย่างลึกซึ้งเข้าไปในต้นตอของสิ่งเหล่านั้น เช่น สงครามเกิดขึ้นจากความโกรธ ไม่รู้ อวิชชา ความโลภ ซึ่งอยู่ในตัวเราทุกคน ดังนั้น หากมีสันติ เกิดขึ้นในตัวเราแล้ว เราจะเชื่อมโยงกับสันติธรรมภายนอกได้

มีหลายวิธีที่ทำให้เราสัมผัสถึงรากของความขัดแย้ง และสันติภาพได้ หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ มักสนับสุนนให้เรามีห้องสำหรับตามลมหายใจ เช่น ห้องพระ ซึ่งเราอาจจะเรียกว่าห้องสันติภาพ เพราะถือเป็นมุมของบ้านที่เรารู้ว่า เป็นมุมที่มีสันติ และเปิดโอกาสให้เราอยู่กับลมหายใจ เมื่อใดก็ตามที่เรากลับมาอยู่ปัจจุบัน และลมหายใจได้ นี่แหละ เราเรียกว่าสันติภาพ เพราะเรา สามารถที่จะหยุดอยู่กับตรงนั้น ศานติในเรือนใจก็จะเกิดขึ้น เพราะแน่นอนว่า เมื่อเราคิดมาก ความสับสนก็เกิดมาก จนทำให้มองสิ่งต่างๆ ไม่ชัดเจน และก่อให้เกิดความคิดเห็นที่ผิดได้ หากปราศจากการพิจารณาใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง

หลวงพี่นิรามิสา ทิ้งท้ายว่า การเป็นผู้ใฝ่หาสันติ เหมือนการเป็นศิลปิน ที่จำเป็นต้องรู้จักนำวิธี แต่ละอย่างไปใช้ในแต่ละสถานการณ์ เมื่อนั้นเอง เราก็จะมีชีวิตที่เป็นสุข และมีสันติในใจ มากขึ้น ๐