หน้าแรก
วิถีการปฏิบัติ


การสนทนาธรรม PDF Print

 

alt          การสนทนาธรรม เป็นโอกาสที่เราจะได้รับประโยชน์จากปัญญาความเข้าใจอันลึกซึ้งของสังฆะ ด้วยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การฝึกปฏิบัติซึ่งกันและกัน  เป็นเวลาพิเศษที่เราจะได้แบ่งปันความสุขความเบิกบาน และความยากลำบาก รวมถึงคำถามที่เกี่ยวกับการฝึกปฏิบัติเจริญสติของเรา และฝึกการฟังอย่างลึกซึ้งขณะที่ผู้อื่นกำลังพูด

        โปรดให้การแบ่งปันของเรา อยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์การฝึกปฏิบัติ มากกว่าพูดถึงทฤษฎีและความคิดที่จับต้องไม่ได้  การนั่งร่วมกัน การฟังอย่างลึกซึ้ง และการแบ่งปันด้วยวาจาแห่งรัก ทำให้เราตระหนักถึงการเชื่อมโยงที่แท้จริงกับผู้อื่น

 

ฟังอย่างลึกซึ้ง

        การฟังอย่างลึกซึ้ง คือ การรับฟังด้วยจิตใจทั้งหมดของเรา เพื่อที่จะเข้าใจความทุกข์ของอีกฝ่ายหนึ่ง และหาทางช่วยเหลือ นี่คือ ศิลปะแห่งการฟังของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
        ๐  ตั้งสติมั่นคง รับฟังอย่างเปิดใจ และรักษาความรักไว้เสมอ
        ๐  ฟังอย่างสงบ และไม่โต้แย้ง หรือพูดขัดจังหวะ แม้คำพูดของอีกฝ่ายจะเต็มไปด้วยความเข้าใจผิด แต่ก็จะไม่พูดอธิบายทันที ปล่อยให้เขาได้ปลดปล่อยเพื่อระบายความทุกข์
        ๐  ผ่านไปช่วงระยะหนึ่ง อาจเป็นหลายวัน เมื่ออีกฝ่ายจิตใจสงบลงดีแล้ว เราจึงชี้แจงความถูกต้อง ด้วยวาจาแห่งรัก

วาจาแห่งรัก    

        การปฏิบัติอันสำคัญ ที่มีรากฐานมาจากประเพณีพื้นฐานพุทธศาสนา นั่นคือ การปฏิบัติเพื่อรักษาศีลข้อ ๔ และ มรรค ๘ ในข้อสัมมาวาจา
        ๐  ใช้ถ้อยคำสุภาพ จากการฝึกสติ ความเข้าใจ และความรัก
        ๐  ไม่กล่าวตำหนิ ประณาม ด่าทอ หรือ ตัดสิน เพียงแต่กล่าวความรู้สึกของเราเพื่อช่วยให้อีกฝ่ายเข้าใจเรา หรือเพื่อให้อีกฝ่ายได้หายจากความคิดเห็นผิดๆ
        ๐  ไม่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเจ็บช้ำ ปวดร้าว หรือเสียใจ

alt

 
การกราบสัมผัสพื้นดิน PDF Print

 

alt         การฝึกปฏิบัติกราบสัมผัสพื้นดิน เป็นการกลับไปสู่ผืนแผ่นดิน รากเหง้า บรรพบุรุษของเรา และรับรู้ว่า เรามิได้โดดเดี่ยว หากแต่เชื่อมต่อกับกระแสธารแห่งจิตวิญญาณและเลือดเนื้อของบรรพบุรุษ เราสืบสายมาจากท่าน ท่านเหล่านั้นยังอยู่กับเราและสืบสายต่อไปยังลูกหลานของเราด้วย เราสัมผัสพื้นดินเพื่อปลดปล่อยความคิดที่แยกขาดเราออกจากสรรพสิ่ง และเพื่อเตือนตัวเองว่า เรานั้นเป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดินและเป็นส่วนหนึ่งของสรรพชีวิต

         เมื่อสัมผัสพื้นดิน เรารู้สึกถึงความนอบน้อมถ่อมตนและเรียบง่ายของเด็กตัวน้อยที่อยู่ข้างใน เมื่อสัมผัสพื้นดิน เราสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ประดุจดังต้นไม้ใหญ่เก่าแก่ ฝังรากหยั่งลึกดูดน้ำจากผืนแผ่นดิน เราหายใจเอาความแข็งแกร่งและมั่นคงของผืนดินเข้าไป และนำความทุกข์ อารมณ์โกรธ เกลียด กลัว ไม่รู้จักพอ และโศกเศร้าออกมา

         เราหันหน้าต่อพระรัตนตรัย อันประกอบด้วยพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มือของเราประสานกัน พนมมือกลางอกดั่งดอกบัว ให้เราก้มตัวกราบลงกับพื้นอย่างช้าๆ ขณะนั้นแขนและขาทั้งสอง รวมทั้งหน้าผากของเราสัมผัสพื้นดินอย่างผ่อนคลาย ในขณะที่เรากำลังสัมผัสพื้นดินอยู่นั้น ให้เราหงายมือขึ้นเพื่อเป็นการเปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีความลับอันใด ที่จะต้องปิดบัง ภายหลังการปฏิบัติสัมผัสพื้นดินสามหรือห้าครั้ง เราจะสามารถปลดปล่อยความทุกข์ของเราได้อย่างมากมาย ความรู้สึกเหินห่างกับบรรพบุรุษ พ่อ แม่ ลูก หลาน และเพื่อนของเรา ถูกเชื่อมร้อยให้กลับมาหากัน

 

 

บทกราบสัมผัสพื้นดิน ๕ ครั้ง

ครั้งที่ 1  ด้วยความสำนึกในบุญคุณ ลูกขอกราบคารวะ บรรพบุรุษทุกท่าน ผู้เป็นครอบครัวทางสายเลือดของลูก
ครั้งที่ 2  ด้วยความสำนึกในบุญคุณ ลูกขอกราบคารวะ บรรพบุรุษทุกท่าน ผู้เป็นครอบครัวทางจิตวิญญาณ
ครั้งที่ 3  ด้วยความสำนึกในบุญคุณ ลูกขอกราบคารวะ ผืนแผ่นดิน และบรรพบุรุษผู้ก่อสร้างผืนแผ่นดิน
ครั้งที่ 4  ด้วยความกตัญญู และ การุณย์ ลูกขอกราบคารวะ และขอส่งพลังไปยังเหล่าบุคคลผู้เป็นที่รักของลูก
ครั้งที่ 5  ด้วยความเข้าใจ และ การุณย์ ลูกขอกราบคารวะ เพื่อที่จะสมานรอยร้าวกับผู้ที่ทำให้ลูกเป็นทุกข์

 

 

 

บทกราบสัมผัสพื้นดิน ๓ ครั้ง

ครั้งที่ 1 ลูกขอสัมพันธ์เชื่อมโยงกับบรรพบุรุษผู้สืบสานสายเลือดและบรรพบุรุษทางจิตวิญญาณ
ครั้งที่ 2 ลูกขอสัมพันธ์เชื่อมโยงกับมนุษย์ทุกคน และสรรพชีวิตทั้งผองในโลกนี้
ครั้งที่ 3 ลูกขอปล่อยวางความคิดที่ว่า ตัวลูกดำรงอยู่เพียงในร่างกายนี้ และช่วงชีวิตของลูกนั้นจำกัด

 

 

 
การรับประทานอาหารในวิถีแห่งสติ PDF Print

 

alt


         การรับประทานอาหารอย่างมีสติ เป็นการฝึกสมาธิที่ลึกซึ้งอย่างยิ่งอีกประการหนึ่ง เรามอบการดำรงอยู่ของเราต่ออาหารทุกมื้อ เมื่อเราตักอาหารเราก็เริ่มต้นการฝึก  ฝึกตระหนักถึงธาตุต่างๆ เช่น สายฝน แสงแดด ผืนแผ่นดิน อากาศ และความรัก ที่มาประกอบรวมกันเป็นอาหารอันมหัศจรรย์มื้อนี้ จากอาหารมื้อหนึ่ง เราสามารถมองเห็นถึงจักรวาลทั้งมวลที่เกื้อหนุนการดำรงอยู่ของเรา

         เราตระหนักถึงเพื่อนๆ ในสังฆะเมื่อตักอาหาร เราตักในปริมาณพอดี ก่อนรับประทาน ระฆังแห่งสติจะถูกเชิญสามครั้ง เราสามารถเบิกบานกับการหายใจเข้าออกด้วยคำอธิษฐาน 5 ประการ


         1  อาหารนี้เป็นของกำนัลแห่งจักรวาล พื้นดิน ท้องฟ้า สรรพชีวิต และการทำงานหนัก ด้วยความรัก ความเอาใจใส่
         2  ขอให้เรารับประทานอาหารอย่างมีสติ และด้วยความระลึกรู้บุญคุณ เพื่อให้เรามีคุณค่าเพียงพอที่จะรับอาหารนี้
         3  ขอให้เราตระหนักรู้ และเปลี่ยนแปรสภาพจิตที่ไม่ก่อประโยชน์ โดยเฉพาะความโลภ
         4  ขอให้เราถนอมรักษาความเมตตากรุณาให้คงอยู่เสมอ โดยรับประทานอาหารในวิธีที่จะสามารถลดทอนความทุกข์ของสรรพชีวิต ถนอมรักษาโลกของเรา และช่วยยับยั้งสภาวะโลกร้อน
         5  เราย่อมรับอาหารนี้ เพื่อที่เราจะได้บำรุงรักษาความรักฉันท์พี่น้องสร้างสังฆะ และหล่อเลี้ยงอุดมคติ แห่งการรับใช้สรรพชีวิต


         เราควรเคี้ยวอาหารจนกระทั่งอาหารละเอียด ซึ่งช่วยเหลือระบบย่อยอาหาร  และเบิกบานกับการรับประทานร่วมกันของกัลยาณมิตร การรับประทานอาหารด้วยวิธีนี้นั้นช่วยให้เรามีความสงบ สันติ และมั่นคง

         เราจะรับประทานอาหารในความเงียบประมาณ 20 นาที เพื่ออยู่ตรงนั่นอย่างเต็มเปี่ยมกับอาหารที่รับประทาน หลังจากนั้น เมื่อเสียงระฆังแห่งสติ 2 ครั้งดังขึ้น เราอาจจะเริ่มพูดคุยกับเพื่อนๆ หรือเริ่มลุกจากโต๊ะเพื่อไปล้างภาชนะ

         หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว เราจะใช้เวลาสักครู่หนึ่งเฝ้าสังเกตว่า เรารับประทานอาหาร เสร็จแล้ว ขณะนี้ชามของเราว่างเปล่า และความหิวได้ถูกระงับไปแล้ว เราสำนึกถึงบุญคุณว่า เราช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้มีอาหารบำรุงเลี้ยงร่างกาย ช่วยสนับสนุนเราบนหนทางแห่งความรัก และความเข้าใจ

alt

alt

 
การผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์ PDF Print

 

alt          นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่จะช่วยชี้แนะว่า ผู้ฝึกปฏิบัติจะเข้าสู่การผ่อนคลายในระดับลึกได้อย่างไร การให้ร่างกายได้พักนั้นเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เมื่อร่างกายได้พักและผ่อนคลาย จิตใจของเธอย่อมจะสงบลงด้วย การผ่อนคลายในระดับลึกเป็นหัวใจสำคัญของการเยียวยากายและจิต ขอให้ใช้เวลาหมั่น ฝึกบ่อยๆ ถึงคำแนะนำต่อไปนี้ อาจต้องใช้เวลาในการปฏิบัติ 10 นาที แต่เธอก็สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ของตนเองได้ จะลดเวลาลงเหลือเพียงแค่ 5-10 นาที ในเวลาตื่นนอนตอนเช้า ก่อนเข้านอนตอนค่ำ หรือระหว่างช่วงพักสั้นๆ ในตอนกลางวันที่มีธุระยุ่ง หรือ จะยืดเวลาให้ยาวขึ้นและลงลึกยิ่งขึ้นก็ได้ แต่ที่สำคัญสุดคือต้องดื่มด่ำไปกับการปฏิบัติ



          นอนราบสบายๆ ลงกับพื้นหรือเตียง หลับตาลง วางแขนทั้งสองอย่างสบายๆ ไว้ข้างลำตัว ให้ขาผ่อนคลาย ปลายเท้าแยกออกจากกันเล็กน้อย

          ขณะหายใจเข้า-ออก ขอให้ระลึกรู้ถึงร่างกายทั้งหมดที่นอนราบลง รู้สึกถึงร่างกายทุกส่วนที่สัมผัสพื้นหรือเตียง ไม่ว่าจะเป็นส้นเท้า ขา สะโพก แผ่นหลัง แขน หลังมือ ตลอดจนศีรษะด้านหลัง แต่ละครั้งที่หายใจออก ให้รู้สึกว่าตัวเองจมดิ่งลึกลงไปในพื้นมากขึ้นเรื่อยๆ ปล่อยวางความเครียด ความกังวลทั้งหลายทั้งปวง ไม่ยึดเหนี่ยวสิ่งใดไว้

          ขณะหายใจเข้า ให้รู้สึกถึงท้องที่พองขึ้น ขณะหายใจออกให้รู้สึกถึงท้องที่ยุบลง หายใจเช่นนี้ หลายๆ ครั้ง แล้วสังเกตแค่ท้องที่พอง-ยุบ

          ตอนนี้ ขณะที่เธอหายใจ ขอให้ระลึกรู้สึกที่เท้าทั้งสอง ขณะหายใจออกให้ผ่อนคลายเท้าทั้งสอง หายใจเข้า ส่งความรักไปที่เท้า หายใจออกยิ้มให้กับเท้า ขณะหายใจเข้า-ออกให้ระลึกว่าช่างน่ามหัศจรรย์เพียงใดที่มีเท้าทั้งสองให้เธอเดิน วิ่ง เล่นกีฬา เต้นรำ ขับรถ ทำอะไรหลายๆ อย่างได้ตลอดวัน ส่งความรู้สึกซาบซึ้งไปยังเท้าทั้งสองที่หยัดยืนเพื่อเธอเสมอ ทุกเมื่อที่เธอต้องการ 

          หายใจเข้า ระลึกรู้ถึงขาขวาและขาซ้าย หายใจออก ให้เซลล์ทุกเซลล์ในขาได้ผ่อนคลาย หายใจออก ยิ้มให้กับขาทั้งสอง หายใจเข้า ส่งความรักไปให้มัน ชื่นชมถึงพลังความแข็งแกร่งเท่าที่มีอยู่ในขา ขณะหายใจเข้า-ออกให้ส่งความห่วงใย ความปรารถนาดีไปถึงขาทั้งสอง ให้มันได้พัก ค่อยๆ จมดิ่งสู่พื้น ผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อขาที่เธออาจเกร็งไว้

          หายใจเข้า ระลึกรู้ถึงมือทั้งสองที่วางอยู่บนพื้น หายใจออก ผ่อนคลายกล้ามเนื้อในมือทั้งหมดอย่างเต็มที่ คลายความตึงเครียดที่เกร็งไว้ออก ขณะหายใจเข้าให้ชื่นชมว่า ช่างมหัศจรรย์เพียงใดที่มีมือทั้งสองข้างนี้อยู่ ขณะหายใจออก ให้ส่งรอยยิ้มแห่งความรักไปถึงมัน หายใจเข้า-ออก โดยระลึกรู้ว่ามือทั้งสองนี้ทำให้เธอสามารถกระทำสิ่งต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะปรุงอาหาร เขียนหนังสือ ขับรถ กุมมือคนอื่น อุ้มทารกน้อย ชำระร่างกาย วาดรูป เล่นดนตรี พิมพ์ดีด สร้างและซ่อมแซม สิ่งต่างๆ เลี้ยงสัตว์ ถือถ้วยชา เธอทำอะไรได้มากมายก็เพราะมือทั้งสองข้างนี้ แค่เพียงดื่มด่ำกับความเป็นจริงที่ว่าเธอมีมือทั้งสองข้าง แล้วปล่อยให้เซลล์ทุกเซลล์ในมือได้พักจริงๆ

          หายใจเข้า ให้ตระหนักรู้ถึงแขนทั้งสอง หายใจออก ให้แขนได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ ขณะหายใจเข้า ให้ส่งความรักไปยังแขน ขณะหายใจออก ยิ้มให้กับมัน ใช้เวลาชื่นชมแขน และพลังความแข็งแกร่งเท่าที่มีอยู่ในนั้น ส่งความซาบซึ้งไปถึงมันที่ทำให้เธอได้โอบกอดผู้คน แกว่งชิงช้า ช่วยเหลือและรับใช้ผู้อื่น ได้ทำงานหนัก ทำความสะอาดบ้าน ตัดหญ้า ทำอะไรหลายๆ อย่างได้ตลอดวัน หายใจเข้า-ออก โดยปล่อยให้แขนทั้งสองได้พักผ่อนอย่างเต็มที่บนพื้น แต่ละครั้งที่หายใจออก ให้รู้สึกว่าความเครียดกำลังออกจากแขน ขณะที่เธอใช้สติโอบอุ้มแขน ให้รู้สึกเบิกบานและผ่อนคลายไปกับทุกๆ ส่วนของมัน

          หายใจเข้า ให้ระลึกรู้ที่ไหล่ หายใจออกให้ความตึงเครียดที่ไหล่ไหลลงพื้นไป ขณะหายใจเข้า ส่งความรักไปที่ไหล่ ขณะหายใจออก ยิ้มอย่างซาบซึ้งในบุญคุณของมัน หายใจเข้า-ออก โดยตระหนักว่าเธอได้ปล่อยให้ความตึงเครียดมากมายมาสั่งสมอยู่ที่ไหล่ แต่ละครั้งที่หายใจออก ให้ความตึงเครียดออกไปจากไหล่ รู้สึกว่ามันได้ผ่อนคลายยิ่งๆ ขึ้นไป ส่งความปรารถนาดี ความห่วงใยไปถึงมัน ระลึกว่าเธอไม่ต้องการให้มันเกิดความตึงเครียดมากเกินไป หากแต่ต้องการจะมีชีวิตในแบบที่ให้มันได้พักและผ่อนคลาย

          หายใจเข้า ระลึกรู้ที่หัวใจ หายใจออก ให้หัวใจได้พัก แต่ละครั้งที่หายใจเข้า ส่งความรักไปยังหัวใจ แต่ละครั้งที่หายใจออก ยิ้มแย้มกับหัวใจ ขณะหายใจเข้า-ออก ให้รำลึกว่า ช่างมหัศจรรย์เพียงใดที่มีหัวใจซึ่งกำลังเต้นอยู่ในอก หัวใจทำให้เธอมีชีวิต มันอยู่เคียงข้างเธอทุกนาทีทุกวัน โดยไม่เคยหยุดพัก หัวใจของเธอเต้น นับตั้งแต่ที่เธอยังเป็นตัวอ่อนอยู่ในท้องแม่ได้สี่สัปดาห์ ช่างเป็นอวัยวะอันน่าอัศจรรย์ที่ทำให้เธอทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ตลอดวัน หายใจเข้าโดยระลึกรู้ว่า หัวใจก็รักเธอเช่นกัน หายใจออก พร้อมกับสัญญาจะดำเนินชีวิตในแบบที่หนุนเนื่องหัวใจให้ทำงานด้วยดี แต่ละครั้งที่หายใจออก ให้หัวใจรู้สึกผ่อนคลายยิ่งๆ ขึ้น ให้เซลล์ทุกเซลล์ในหัวใจได้ยิ้มอย่างผ่อนคลายและแช่มชื่น

          หายใจเข้าโดยระลึกรู้ที่ท้องและลำไส้ หายใจออกให้ท้องและลำไส้ผ่อนคลาย ขณะหายใจเข้า ส่งความรักความซาบซึ้งไปถึงมัน หายใจเข้า-ออก โดยรำลึกรู้ว่าอวัยวะเหล่านี้มีความสำคัญต่อสุขภาพของเธอเช่นไร ให้พวกมันได้มีโอกาสพักอย่างเต็มที่ แต่ละวัน พวกมันได้ย่อยและดูดซึม อาหารที่เธอกิน ให้พละกำลังแก่เธอ พวกมันต้องการให้เธอใช้เวลารับรู้และขอบคุณมัน ขณะหายใจเข้า ให้ท้องและลำไส้รู้สึกผ่อนคลาย ปลดปล่อยความตึงเครียดทั้งหลายออกไป หายใจออก ดื่มด่ำกับความเป็นจริงที่ว่า เธอมีท้องและลำไส้

          หายใจเข้า โดยระลึกรู้ที่ตา หายใจออก ให้ตาและกล้ามเนื้อรอบๆ ตาได้ผ่อนคลาย หายใจเข้า ยิ้มให้ดวงตา หายใจออก ส่งความรักไปถึงดวงตา ให้มันได้พักและผ่อนคลายอยู่ในเบ้าตา ขณะหายใจเข้า-ออก ให้ระลึกรู้ว่าดวงตาทั้งสองนั้นมีค่าเพียงไร มันทำให้เธอสามารถจ้องมองเข้าไปในดวงตาของคนที่เธอรัก ได้เห็นดวงอาทิตย์อัสดงอันงดงาม ได้อ่านได้เขียน ให้เธอไปไหนมาไหนอย่างสบาย ได้เห็นนกโบยบินบนท้องฟ้า ได้ดูหนัง เธอทำอะไรได้มากมายก็เพราะดวงตาคู่นี้ ควรให้เวลาซาบซึ้งกับของขวัญแห่งการมองเห็น ให้มันได้พักอย่างเต็มที่ เธออาจเลิกคิ้วนิดๆ เพื่อช่วยคลายเครียดที่เกาะกุมอยู่รอบดวงตาก็ได้

          เธอจะผ่อนคลายส่วนอื่นๆ ของร่างกายต่อไป โดยใช้รูปแบบเดียวกันกับข้างต้นก็ได้

          ตอนนี้ ถ้ามีส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายป่วยหรือเจ็บปวด ให้ใช้เวลาระลึกรู้ถึงส่วนนั้น แล้วส่งความรักไป หายใจเข้า ให้ส่วนนี้ได้พัก หายใจออก ยิ้มให้กับมันด้วยความรักความปรารถนาดีอย่างยิ่งยวด ระลึกรู้ว่ามีส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่ยังแข็งแรงสมบูรณ์อยู่ ให้ส่วนที่แข็งแรงเหล่านั้น ส่งพละกำลังมายังส่วนที่อ่อนแอหรือเจ็บป่วย ให้รู้สึกว่ามีพลังความรักความเกื้อหนุนจากส่วนอื่นๆ ของร่างกาย แผ่ซ่านเข้ามาช่วยบรรเทาและเยียวยาบริเวณที่อ่อนแอนี้  หายใจเข้า โดยเชื่อมั่นในความสามารถที่จะเยียวยาของตนเอง หายใจออก พร้อมกับปล่อยความความวิตกกังวล หรือความกลัวที่อาจเกาะกุมอยู่ในตัวออกมา  หายใจเข้า-ออก ยิ้มให้แก่ร่างกายส่วนที่ไม่สบาย ด้วยความรักความเชื่อมั่น

          สุดท้าย ให้หายใจเข้า รู้ตัวทั่วพร้อมร่างกายทั้งหมดที่ผ่อนคลาย หายใจออก ดื่มด่ำไปกับความรู้สึกทั่วร่างกายซึ่งผ่อนคลายและสงบอย่างยิ่ง ยิ้มให้กับร่างกายทั้งหมดขณะหายใจเข้า และส่งความรักความกรุณาไปถึงมันขณะหายใจออก ให้รู้สึกว่าเซลล์ทุกเซลล์ทั่วร่างกายกำลังยิ้มอยู่กับเธออย่างชื่นบาน และรู้สึกซาบซึ้งไปกับเซลล์ในร่างกาย กลับมายังท้องที่พอง-ยุบอย่างแผ่วเบาอีกครั้ง

          ถ้าเธอกำลังพูดนำคนอื่นอยู่ และรู้สึกสบายใจที่ได้ทำอย่างนั้นถึงตอนนี้อาจจะร้องเพลงเย็นๆ หรือเพลงกล่อมเด็กสักสองสามเพลงคลอตามไปด้วยก็ได้

          หลังจากนั้นให้ลืมตาขึ้นช้าๆ ค่อยๆ ลุกขึ้นด้วยความสงบ ด้วยความสบายใจ จงรักษาความสงบ และพลังแห่งสติที่ได้บ่มเพาะนี้ไว้ ขณะที่ไปทำกิจกรรมอื่นต่อ รวมทั้งตลอดวันที่เหลือ

alt

 
เดินวิถีแห่งสติ PDF Print

 

alt

 

          เดินสมาธิ เป็นการฝึกปฏิบัติที่เรียบง่ายมาก เดินเพื่อเดิน เดินโดยไม่ต้องการไปถึงที่ไหน "ทุกย่างก้าวเรามาถึงแล้ว" การเดินในลักษณะนี้ ไม่ควรกระทำให้พิเศษกว่าปกติ เราควรที่จะทำในทุกๆ ขณะ เมื่อมองไปรอบตัว เราจะเห็นความกว้างของชีวิต ต้นไม้ หมู่เมฆสีขาว ผืนฟ้าอันกว้างใหญ่ไม่มีขีดจำกัด ฟังเสียงนกร้อง สัมผัสถึงความสดชื่นของลมรำเพยที่พัดผ่าน ชีวิตคือทุกสิ่งรายล้อมเรา เรามีชีวิตที่เปี่ยมพลัง มีสุขภาพดี และสามารถมีสันติภาพในทุกย่างก้าว

alt alt

 

ก้าวย่าง อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เร็ว ไม่ช้า เกินไป
ประสานลมหายใจ ให้สอดคล้องกลมกลืน กับย่างก้าวเดิน
เช่น หายใจเข้า 3 ก้าว , ออก 4 ก้าว แล้วแต่ขนาดปอดของแต่ละคน

          เราอาจท่องบทกลอนด้วยก็ได้ เช่น  "ไม่มีหนทางไปสู่ความสุข ความสุขคือหนทาง", "ลูกกำลังเดินเพื่อพ่อ ลูกกำลังหายใจเพื่อแม่" ,"ฉันได้กลับมา มาถึงบ้านแล้ว"

ปล่อยความคิดทิ้งไปกับพื้นดิน ปล่อยวางความโกรธ กลัว กังวล หรือเสียใจ

ทุกขณะที่ย่างก้าวไปที่ใดก็ตาม นั่นคือโอกาสฝึกเดินสมาธิ

 

alt
 

 
<< Start < Prev 1 2 3 Next > End >>

Page 1 of 3